Posted on Leave a comment

แร่ธาตุและวิตามินในกล้วยดิบ

แร่ธาตุในกล้วยดิบ
แร่ธาตุในกล้วยดิบ

ในกล้วยดิบนั้นอุดมไปด้วยสารรอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินต่างๆมากมาย วันนี้เราจะพามาแนะนำประโยชน์สารอาหารในกล้วยดิบ หากคุณรับประทานแล้วจะมีสุขภาพที่ดีได้อย่างไร

1.โพแทสเซียม

การทานโพแทสเซียมนั้นจะช่วยให้การทำงานของหัวใจเต้นในจังหวะที่ปกติ และช่วยควบคุมความสมดุลของน้ำในร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ช่วยนำส่งออกซิเจนไปเลี้ยงที่สมอง และช่วยทำงานของระบบกล้ามเนื้อ

2.วิตามินซี

ในกล้วยจะมีวิตามินต่างๆ รวมถึงวิตามินซีด้วย ประโยชน์ของวิตามินซีนั้นก็มีมากมายเช่นกัน ช่วยชะลอวัยให้ผิวเนียนใสเป็นธรรมชาติ  ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง แถมยังช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด ป้องกันปัญหาเลือดออกตามไรฟัน  และช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดอีกด้วย

3.วิตามินบี 6

ประโยชน์ของวิตามินบี 6 นั้นจะช่วยให้เสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย สามารถชะลอวัยได้

ช่วยให้ร่างกายดูซึมโปรตีนและไขมันได้ดียิ่งขึ้น และยังลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อในเวลากลางคืน

และหากร่างกายขาดวิตามินบี 6 ทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้

4.คาร์โบไฮเดรต

เป็นสารอาหารที่จำเป็นต้องร่างกาย ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกายให้สามารถขยับเขยื้อนได้ หากเรามีอาการป่วยสารอาหารตัวนี้จะเป็นแหล่งให้พลังงานที่สำคัญที่ทำให้เรามีเรี่ยวแรง

5.แมงกานีส

แมงกานีสเป็นแร่ธาตุที่อยู่ในร่างกายของคนในวัยผู้ใหญ่ ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยในการนำวิตามินต่างๆมาใช้ประโยชน์ในร่างกาย และสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างของกระดูกและมีความสำคัญในการผลิตน้ำนมของหญิงที่ตั้งครรภ์ ช่วยผลิตฮอร์โมนเพศอีกด้วย

การรับประทานกล้วยดิบเป็นประจำท่านก็จะได้รับประโยชน์จากแร่ธาตุดังกล่าว การทานกล้วยดิบประจำทุกวันไม่มีผลเสียต่อร่างกายของเราแถมยังได้ประโยชน์อีกด้วย

Posted on Leave a comment

แป้งต้านทานการย่อยในกล้วยดิบคืออะไร

แป้งต้านทานย่อยในกล้วยดิบ

องค์ประกอบในกล้วยดิบนั้นมีสารอาหารมากมายประกอบไปด้วย แป้งต้านทานการย่อยชนิดที่2 คาร์โบไฮเดรต สารเทนนิน เส้นใยอาหาร  วิตามิน A วิตามิน B6 และวิตามิน C ซึ่งวันนี้เราจะมีอธิบายให้เข้าใจถึงหลักของแป้งต้านทานการย่อยในกล้วยดิบว่ามีประโยชน์อย่างไรในต่อลำไส่ใหญ่ และกระเพาะอาหาร

แป้งต้านทานการย่อย (Resistant Starch) คือ เป็นแป้งที่มีประโยชน์ต่อต่อร่างกายและยังมีประโยชน์ต่อสำไส้ใหญ่ เนื่องจากแป้งต้านทานการย่อยไม่ถูกย่อยที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กทำให้ผ่านเข้าไปถึงลำไส้ใหญ่มีคุณสมบัติเทียบเท่าเส้นใยอาหาร ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นและระบบหมุนเวียนเลือดดีขึ้น เมื่อแป้งไม่ได้ถูกย่อยก็จะมาถึงลำไส้ใหญ่ทำให้ไปกระตุ้นให้เกิดการหมักโดยจุลินทรีย์บางชนิด ที่เป็นประโยชน์ต่อลำไส้ใหญ่ ที่เรียกว่า โพรไบโอติก ทำให้เกิดเป็นกรดไขมันชนิดสายสั้น ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายและระทางเดินอาหารเป็นอย่างมาก

ประโยชน์ของแป้งต้านทานการย่อย

1.ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

          ในลำไส้ใหญ่เป็นแหล่งสะสมของเสียและจุลินทรีย์ต่างๆหลายชนิด ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งได้มากว่าระบบทางเดินอาหารในส่วนอื่นๆ แป้งต้านทานการย่อยเมื่อเกิดการหมักโดยจุลินทรีย์แล้วทำให้เกิดกระบวนการที่ส่งผลให้ลดการเกิดสารที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ ซึ่งจากกระบวนการที่กล่าวจะได้กรดไขมันชนิดสั้นที่ไปช่วยยับยั้งเอนไซม์ของจุลินทรีย์บางชนิดที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ และจุลินทรีย์ช่วยสลายเส้นใยอาหารทำให้เกิดการเพิ่มขยายมวลอุจจาระและกระตุ้นให้เกิดการขับถ่ายช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้

2.ลดน้ำตาลในเลือด

          ค่าดัชนีน้ำตาล (GI) เป็นค่าที่บ่งบอกถึงปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารและมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด การรับประทานอาหารที่มีค่า GI ต่ำจะทำให้ค่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากการับประทานอาหารที่มีค่า GI ต่ำจะช่วยให้เซลล์ร่างกายใช้อินซูลินในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เซลล์จะรับน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานมากขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง

3.เป็นพรีไบโอติก

          แป้งต้านทานการย่อยจัดแป็นพรีไบโอติกชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถย่อยได้ที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ซึ่งถูกหมักโดยแบคทีเรียที่ลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดเป็นสภาวะเป็นกรดส่งผลให้เกิดการยับยั้งของจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคได้

4.ลดระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด

          การบริโภคอาหารที่มีเส้นใยสูง เส้นใยอาหารมีส่วนในการ ขัดขวางการดูดซึมของนํ้าดีทําให้นํ้าดีซึ่งมีคลอเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบอยูถูกขับออกมาพร้อมกับใยอาหารแทนที่จะดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกาย เมื่อร่างกายย่อยไขมันครั้งต่อไปก็จะดึงคลอ เลสเตอรอลออกเพื่อเผาผลาญเป็นกรดนํ้าดี ทําให้ปริมาณคลอเลสเตอรอลในร่างกายลดลงกลไกของ การเปลี่ยนแปลงในการดูดซึมคลอเลสเตอรอลในร่างกายมนุษย์นั้น น่าจะเป็นเพราะใยอาหารที่ละลาย นํ้าเร่งการเคลื่อนไหวของลําไส้ ทำให้อาหารถูกดูดซึมจากลําไส้เล็กส่วนต้นได้น้อยลง และยังช่วยลด การดูดซึมของคลอเลสเตอรอลจากลําไส้โดยเพิ่มการขับถ่ายนํ้าดีให้ออกจากร่างกายพร้อมอุจจาระ

Posted on Leave a comment

5 พืชสมุนไพรช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร

รักษาโรคกระเพาะอาหาร อาการโรคกระเพาะอาหารหากใครกำลังประสบปัญหาอยู่คงทราบดีว่ามันทรมานแค่ไหน สาเหตุของโรคก็มีหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย การหลั่งกรดที่มากเกินไป การทานอาหารไม่ตรงเวลา ทานอาหารที่มีรสจัด หรือทานเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ หรือแม้กระทั่งการทานยาแก้ปวด เป็นต้น การทานยาจึงเป็นทางเลือกที่หลายๆท่านทำประจำ แต่รู้หรือไม่ว่าเราสามารถทานพืชผัก ผลไม้เพื่อรักษาอาการดังกล่าวได้ แถมได้ประโยชน์ต่อร่างกายในเรื่องอื่นอีกด้วย ไปดูกันดีกว่าว่ามีพืชชนิดไหนบ้างที่ช่วยรักษาอาการโรคกระเพาะ

1. กล้วยดิบ

รู้หรือไม่ว่าการทานกล้วยดิบนั้นจะช่วยรักษาโรคกระเพาะของเราได้เนื่องจากกล้วยดิบมีกลุ่มสารที่เรียกว่า แทนนิน ที่เข้าช่วยยับยั้งการเกิดแบตทีเรียในกระเพาะอาหาร และยังมี เซโรนิน ที่ไปกระตุ้นสารมาเคลือบกระเพาะอาหาร กล้วยดิบจึงทำหน้าที่ทั้งป้องกันและช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารอีกด้วย
ประโยชน์ของกล้วยดิบ นอกจากนั้นกล้วยดิบยังช่วยสำหรับผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนอีกด้วยเพราะว่ากล้วยดิบจะทำให้กระเพาะอาหารหลั่งสารที่ไม่มากจนเกินไป ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นกรดไหลย้อนอาการดีขึ้น นอกจากนั้นในตัวกล้วยดิบยังมีไฟเบอร์สูงช่วยเรื่องระบบขับถ่ายอีกด้วย พร้อมทั้งเหมาะกับผู่ป่วยเบาหวานเพราะกล้วยดิบจะเข้าไปช่วยควบคุมน้ำตาลให้เข้าสู่กระแสเดือดที่เหมาะสม และช่วยเรื่องอาการท้องเสียหากใครเกิดอาการท้องเสียสามารถทานผงกล้วยเพื่อยับยั้งอาการท้องเสียได้

2. กระเจี๊ยบเขียว

สารในกระเจี๊ยบเขียวนั้นจะช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารได้เพียงทานกระเจี๊ยบเขียวหลังอาหารวันละ 3-4 เวลา และมีผลการวิจัยว่าตัวกระเจี๊ยบเขียวนั้นช่วยยับยั้บเชื้อ H.pylory ได้
ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย แถมยังเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน หากใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่ายตัวเมือกในกระเจี๊ยบเขียวยังช่วยเรื่องขับถ่ายเพราะจะทำให้กก้อนอุจจาระอ่อนตัว ขับถ่านได้ง่าย และมีสารโฟเลตสูงช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงเหมาะกับสตรีมีครรภ์

3.ขมิ้นชัน

เป็นสมุนไพรอีกตัวที่ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารการทานนั้นก็สามารถหาทานได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นแบบผงหรือแคปซูล แต่ข้อระวังการทานขมิ้นชันนั้น บางคนอาจจะมีอาการแพ้ได้ เช่น รู้สึกปวดหัว คลื่นไส้ นอนไม่หลับ ควรหยุดรับประทานทันที
ประโยชน์ขมิ้นชัน ช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย และขับถ่ายพิษออก เหมาะสำหรับคุณแม่หลังคลอดเพราะจะช่วยขับน้ำนมออกมา ช่วยลดอาการของโรคเกาต์

4.ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้จะมีเมือกวุ้นที่เข้าไปช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ซึ่งเรียกสารตัวนี้ว่า สารอะลอกติน (Aloctin) ซึ่งจะช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย การทานให้ช่วงท้องว่างๆจะทำให้ตัวว่านหางได้เข้าไปเคลือยบกระเพาะโดยตรง
ประโยชน์ว่านหาง ว่านหางจระเข้นั้นมีสรรพคุณทั้งทางยาและประโยชน์มากมาย ช่วยทำให้ผิวลดการอักเสบที่เกิดจาการโดนแดดมากเกินไป ฆ่าเชื้อโรค และรักษาแผลที่เกิดจากการอักเสบเช่น แผลโดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และด้วยสรรพคุณของตัวสารอะโลอิน ทำให้ยังสามารถรักษาในแผลสดได้ซึ่งจะทำให้กระตุ้นทำให้เกิดเนื้อเยื้อใหม่และทำให้แผลหายเร็ว และสรรพคุณอีกมากมายก็ว่าได้

5.หัวปลี

หัวปลีนั้นหลายๆคนอาจจะรู้จักดีในด้านการให้นมบุตร แต่รู้หรือไม่ว่าหัวปลีนั้นยังเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารที่มีอาการเรื้อรังมานานหรือเป็นหนักก็ว่าได้ การรับประทานนั้นเพียงนำหัวปลีไปเผาและบีบเอาน้ำสดออกมาครั้งแวทานต่อเนื่อง 3-4 วันอาการจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ประโยชน์หัวปลี ลดระดับน้ำตาลในเลือดและบำรุงเลือด พร้อมยังลดการอักเสบในร่างกาย สารสกัดจากหัวปลีมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ค่อนข้างมาก และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเซลล์ถูกทำลาย ป้องกันการอักเสบในร่างกายได้

Posted on Leave a comment

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะ เป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อย ประมาณว่าคนทั่วไปมีโอกาสเป็นโรคกระเพาะในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต โดยการเกิดแผลในกระเพาะมักจะพบในวัยกลางคน ในขณะที่การเกิดแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นจะพบในวัยหนุ่มสาว อย่างไรก็ตามการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นสามารถเกิดขึ้นได้ในคนทุกเพศและทุกวัย

สาเหตุการเกิดโรคกระเพาะ

เกิดจากการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป งทำให้เกิดแผลขึ้น และพบว่าปัจจุบันก็ยังมีปัยจัยเสริมอื่นๆที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะได้อีก  ได้แก่

การติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobactor Pylori)

 ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ที่ติดเชื้อ เชื้อนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปฝังตัวอยู่ใต้เยื่อบุกระเพาะ ผนังกระเพาะจึงอ่อนแอลงและมีความทนต่อกรดลดลง ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นเกิดแผลได้ง่าย แผลหายช้า และเกิดแผลซ้ำได้อีก

รับประทานสิ่งที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะและลำไส้

เช่น ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดจำพวกแอสไพริน ยารักษาโรคกระดูกและข้ออักเสบ ยาชุดหรือยาที่มีสเตียรอยด์ เป็นต้น

การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง

เช่น การรับประทานอาหารอย่างเร่งรีบ รับประทานไม่เป็นเวลาหรืออดอาหารบางมื้อ เป็นต้น

การสูบบุหรี่

ก็สามารถเพิ่มโอกาสของการเป็นแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นได้เช่นกัน

อาการอื่นๆ

เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล คิดมาก นอนไม่หลับ เครียด อารมณ์หงุดหงิด พักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระเพาะ

  1. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เพื่องป้องการการเกิดโรคกระเพาะ
  2. รับประทานอาหารอ่อนที่สามารถย่อยได้ง่าย และควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด
  3. ควรหลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น ยาชุด ยาแก้ปวดข้อ ยาแก้ปวดแอสไพริน ยาที่มีสเตียรอยด์ น้ำอัดลม อาหารรสจัด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ช็อคโกแลต ชา กาแฟ เป็นต้น
  4. งดการสูบบุหรี่ จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคกระเพาะ
  5. อาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อไม่ควรมีปริมาณมากหรือน้อยเกินไป
  6. ถ้าเกิดความเครียด พยายามลดความเครียด ด้วยการดูหนัง ฟังเพลง ทำสมาธิ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น
  7. หมั่นออกกำลังกาย
  8. รับประทานยาลดกรด ที่เป็นยาน้ำ 1 – 2 ช้อนโต๊ะ หรือยาเม็ด 1 – 2 เม็ด (เคี้ยวก่อนกลืน) วันละ 4 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็นหลังอาหาร 1 ชั่วโมง และก่อนนอน ในกรณีที่มีอาการปวดท้องก่อนเวลายาสามารถรับประทานเพิ่มได้และควรรับประทานยาติดต่อกันนานอย่างน้อย 4 – 8 สัปดาห์
  9. ในกรณีที่รับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอน และรับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ
Posted on Leave a comment

โรคกรดไหลย้อน – GERD

โรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนหรือเรียกอีกอย่างว่า โรคเกิร์ด (Gastroesophageal reflux disease – GERD) หมายถึง ภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งไหลย้อนกลับขึ้นไประคายเคืองในหลอดอาหารและลำคอ ทำให้เกิดอาการแสบร้อนตรงกลางอก และลำคอ โรคกรดไหลย้อนเป็นโรคที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย (Syspepsia) เป็นโรคที่สามารถพบได้ในคนทุกอายุ ไม่ว่าจะตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยจะพบอัตราการเกิดสูงขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป

แต่ก็อาจพบได้ในเด็กเล็กและคนวัยหนุ่มสาวได้ด้วยเช่นกัน สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน เกิดจากภาวะหย่อนสมรรถภาพของหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหาร (Lower esophagel sphincter – LES) จึงทำให้กล้ามเนื้อหูรูดส่วนนี้ปิดไม่สนิท ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอ ทำให้เกิดอาการแสบร้อนตรงกลางอกและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน

1. หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารเสื่อมตามอายุ หรือหูรูดที่ยังเจริญไม่เต็มที่ในทารก สำหรับในผู้สูงอายุ เซลล์ต่างๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและกระเพาะอาหารจะค่อยๆ เสื่อมลง ดังนั้นจึงทำให้หูรูดนี้หย่อนสมรรถภาพลง เมื่อเรากินอาหารเข้าไป น้ำย่อยในกระเพาะอาหารจะดันย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหารได้ง่าย ส่วนในเด็กทารกจะเกิดจากหูรูดส่วนนี้ยังเจริญไม่เต็มที่ ทำให้การทำงานหย่อนยาน เด็กทารกจึงมีการขย้อนนมและอาหารออกมาแต่อาการต่างๆนี้ มักจะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหูรูดจะเริ่มแข็งแรงมากขึ้น

2. มีปริมาณกรดที่ค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ ซึ่งเกิดจากกลไกในการกำจัดกรดในหลอดอาหารนั้นผิดปกติ เช่น การบีบตัวของหลอดอาหารผิดปกติ ซึ่งจะทำให้อาหารที่รับประทานลงไปไหลย้อนกลับขึ้นมาจากเพาะอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ

3. กระเพาะอาหารบีบตัวลดลงเนื่องจากสาเหตุต่างๆ เช่น อายุที่สูงมากขึ้น กล่าวคือเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เซลล์ต่างๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและกระเพาะอาหารจะค่อยๆ เสื่อมลง แม้กระทั่งได้รับสารบางอย่าง หรือยาบางชนิด ที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดในหลอดอาหารคลายตัว จึงส่งผลให้เกิดการคั่งของอาหารและน้ำย่อยนานกว่าปกติ ซึ่งจะเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารดันให้หูรูดนี้เปิดออก อาหารหรือน้ำย่อยจึงไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร

4. มีแรงดันในกระเพาะอาหารที่เพิ่มขึ้น จึงดันให้หูรูดเปิดหรือปิดไม่สนิท ทำให้อาหารหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหารได้ เช่น การรับประทานอาหารประเภทที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้ในปริมนานๆ (อาหารที่เป็นมันๆ), อาการไอ โดยเฉพาะการไอเรื้อรัง, หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้วนอนเลย เป็นต้น

5. มีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ภาวะกรดไหลย้อนเกิดบ่อยๆและนานขึ้น เช่น การมีปริมาตรของกระเพาะเพิ่มมากขึ้น กระเพาะอาหารจึงขยายตัวมากขึ้น ทำให้ในกระเพาะอาหารมีกรดหรือสิ่งคัดหลั่งมากขึ้น

โรคกรดไหลย้อนหายห่วงป้องกันได้ก่อนเกิดเป็นโรคเรื้อรัง

Posted on

ผงกล้วยดิบ สั่งซื้อ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100% – Healthfruits

ผงกล้วยดิบ

ผงกล้วยดิบ จากธรรมชาติ 100% Healthfruits

        ผงกล้วยดิบ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากผงกล้วยน้ำว้าดิบจากธรรมชาติปลอดสารเคมี ผงกล้วยดิบ Healthfruits นั้นเป็นการนำมาแปรรูปทำเป็นผงเพื่อให้ง่ายสำหรับคนชอบในการดื่ม ด้วยสรรพคุณจากผงกล้วยดิบนั้น มีคุณประโยชน์สูงอยู่ในตัวของมันเอง มีสารแทนนินที่เป็นส่วนช่วยรักษาป้องกันโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคกระเพราอาหาร โรคกรดไหลย้อน โรคเบาหวาน โดยทั่วไปคนสมัยก่อนนำผงกล้วยดิบมารับประทานเพื่อรักษาโรคซึ่งก็มีการรับประทานกันมานานจนถึงปัจจุบัน 

       โดยทุกขั้นตอนในการผลิตภัณฑ์ ผงกล้วยดิบ Healthfruits นั้น เราจะเน้นความสะอาดและความปลอดภัยเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ดีจากเรา 

ผงกล้วยดิบ
ผงกล้วยดิบ

ผงกล้วยดิบ ช่วยอะไรบ้าง ทานอย่างไร นานไหมกว่าจะหายขาด

ผงกล้วยดิบ นั้นมีสารอาหารมากหมายที่คุณอาจยังไม่รู้ ผงกล้วยดิบนั้นมีสรรพคุณที่หลายๆท่านไม่ค่อยทราบนั้นคือ มีสรรพคุณทางยาในการช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหาร ป้องกันมะเร็งลำไส้ และมีอีกมากมายที่หลายๆคนอาจจะไม่อยากเชื่อเลยทีเดียว ในกล้วยดิบนั้นมีสารชนิดหนึ่งที่แรกว่าแทนนิน สารตัวนี้ช่วยในการสมานแผลและป้องกันไม่ให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และช่วยควบคุณการไหลของกรดในกระเพาะอาหาร

นอกเหนือจากที่กล่าวมาผงกล้วยดิบยังช่วยเรื่องการควบคุมน้ำตาลในเลือดช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดให้ไหลเข้าสู่กระแสเลือดให้เหมาะสม จึงเหมาะกับผู้ที่เป็นเบาหวานเป็นอย่างมาก

การเลือก ผงกล้วยดิบ แบบไหนถึงดี?

เราสามารถนำกล้วยดิบสายพันธ์ต่างๆมารับประทานได้ แต่กล้วยที่เป็นที่นิยมคือ กล้วยน้ำว้า ดิบซึ่งทางแบรนด์เราก็ได้เลือกกล้วยน้ำว้ามาทำผงกล้วยดิบเพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภค การนำกล้วยมาทำผงนั้นก็ไม่ยากเพียงนำไปล้างทำความสะอาดนำมาผ่านกระบวนการให้แห้งและนำมาบดผงละเอียดและบรรจุภัณฑ์เพื่อไม่ให้ผงกล้วยโดนความชื้นหรือแสงแดดมากเกินไปควรเก็บไว้ในที่ไม่อับชื้น

ผงกล้วยดิบ ซื้อได้ที่ไหน

ผงกล้วยดิบ

การรับประทาน ผงกล้วยดิบ

ผงกล้วยดิบ วิธีการทานนั้นไม่ยากเพียงนำผงกล้วยที่เราทำเป็นผงเรียบร้อยแล้ว มาชงกับน้ำอุ่นปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำอุ่น 1 แก้ว (200 มล.) การใช้น้ำร้อนจะทำให้ตัวกล้วยดิบสุกและจับตัวเหนียวเป็นก้อน และสามารถเติมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อยได้เพื่อรสชาติที่ดี ดังนั้น ควรใช้น้ำอุ่นจะดีกว่าการรับประทานนั้นผงกล้วยนอกจะทานกับน้ำอุ่นแล้ว สามารถนำไปผสมใน 

-โอวัลติน
-เครื่องดื่มจานโปรด
-โยเกิร์ต
-น้ำเต้าหู้

ผงกล้วยดิบ ดีจริงไหม?

จากผลตอบรับที่ผ่านมาของแบรนด์ทำให้เราและลูกค้ามั่นใจได้ว่าผงกล้วยช่วยให้ผู้ที่กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน ขับถ่ายยาก หรือคนที่เป็นเบาหวานนั้นอาการดีขึ้นและทำให้หายจากโรคเหล่านั้นได้ ทำให้ทางแบรนด์ของเรามีลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำและมีลูกค้าใหม่ที่เกิดจากการบอกต่อ เป็นจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

ผงกล้วยดิบ ทานนานแค่ไหนถึงหาย?

– การรักษาอาการพวกโรคต่างๆที่กล่าวมานั้น การใช้เวลารักษาจะแตกต่างกันไปในแต่ละอาการ
– โรคกรดไหลย้อน อาการจะดีขึ้นหลังจากทานผงกล้วยดิบ 1-2 วัน ซึ่งอาการเริ่มแรกที่เห็นได้ชัดคือ ไม่จุกที่คอหรือที่อก ไม่แน่นท้อง ท้องไม่อืด มีการระบายลมออกมาจากร่างกาย และอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆภายใน 1 เดือน
– โรคกระเพาะอาหาร รักษาให้หายขาดได้ต้องใช้เวลา 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับการรักษาอย่างจริงจังก็อาจจะดีขึ้นเร็ว และหากงดทานพวกอาหารรสจัด และทานอาหารตรงเวลา ก็จะให้อาการหายได้เร็วขึ้น
– ความดัน เบาหวาน ขับถ่าย อาการเหล่านี้ผงกล้วยจะไปช่วยให้ร่างกายค่อยๆดีขึ้น จึงควรทานต่อเนื่อง

ทานติดต่อนานๆอันตรายไหม

การทานผงกล้วยติดต่อเป็นระยะเวลานานนั้นไม่มีผลเสียต่อร่างกาย เพราะเปรียบเสมือนทานผลไม่ทุกวัน แต่ไม่ควรทานเกิน 30 กรัมต่อวัน

ไม่เป็นโรคทานได้ไหม

สามารถทานได้เพราะจะไปช่วยป้องกันไม่ให้เกิดที่เกล่ามาข้างต้น การทาน ผงกล้วยดิบ จะเป็นเหมือนการทานป้องกัน และบำรุงร่างกายไปพร้อมกัน

ผงกล้วยดิบ ผงกล้วยดิบ ผงกล้วยดิบ

ผงกล้วยดิบ

ผงกล้วยดิบ ซื้อที่ไหน

พร้อมส่งจ้าา ผงกล้วยดิบ ล็อตใหม่มาแล้วว

ผงกล้วยดิบแบบ กระปุก

ผงกล้วยดิบ
ผงกล้วยดิบ
ผงกล้วยดิบแบบกระปุก 150 กรัม 120

ผงกล้วยดิบแบบ ซอง

ผงกล้วยดิบ
ผงกล้วยดิบแบบซอง 200 กรัม 150 บาท

ผงกล้วยดิบ มีประโยชน์อย่างไร

  • บำรุงร่างกายนั้นกล้วยดิบอุดมไปด้วย
  • คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งของพลังงาน
  • แมกนีเซียม มีความสำคัญต่อการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ เป็นแร่ธาตุที่ช่วยคลายความเครียดได้ เปลี่ยนแปลงน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานได้!
  • เส้นใยอาหาร ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาล จึงเป็นผลดีต่อผู้เป็นเบาหวาน
  • วิตามิน A ช่วยให้ดวงตากับสู้กับแสงแดดในตอนกลางวันได้ รักษาอาการโรคตาฟาง ช่วยไม่ให้เหงื่อไหลออกง่าย ป้องกันผิวหนังแห้งหยาบ
  • วิตามิน C สร้างความแข็งแรงให้กับภูมิคุ้มกัน วิตามินC เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างคอลาเจน เพิ่มความต้านทานโรคหัวใจ ป้องกันไมเกรน ลดความเครียดได้ดี
  • วิตามิน B6 ช่วยให้ร่างกายดูดซึมโปรตีนและไขมันได้ดียิ่งขึ้น ช่วยชะลอวัย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ

ผงกล้วยดิบ ทานเป็นยา

สรรพคุณ ผงกล้วยดิบ

  • เคลือบแผลในกระเพราะอาหารป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • บรรเทาอาการท้องเสีย
  • ช่วยลดไขมันในเลือด
  • บรรเทาอาการกรดไหลย้อน
  • ผู้ที่เป็นเบาหวานจะกระตุ้นการใช้น้ำตาลในร่างกาย

วิธีการชง ผงกล้วยดิบ

  • ชงดื่ม ก่อนอาหาร 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น
  • ผสมผงกล้วย 1-2 ช้อนโต๊ะกับน้ำร้อน 1 แก้ว(200มล.)

#ไม่ผสมสารกันบูด 
#ไม่ผสมน้ำตาล
#ไม่ผสมแป้ง

คำแนะนำ : หากมีอาการท้องอืด(บางท่านที่มักทานอาหารแล้วท้องอืด)ดื่มน้ำขิงจะช่วยขับลม

ผงกล้วยดิบ

จากผลการ งานวิจัย ผงกล้วยดิบ และบทความต่างๆ ได้กล่าวว่ากล้วยนั้นมีสรรพคุณและประโยชน์มากมายสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้นเลยทีเดียว อย่างเช่น ผลของกล้วยนั้นสามารถทานได้ทั้งดิบและสุก ซึ่งสารอาหารในกล้วยดิบและสุกก็จะแตกต่างกันไป ในกล้วยดิบนั้นจะมีสารที่เรียกว่า “แทนนิน”อยู่ปริมาณมากซึ่งเป็นสารที่มีรสฝาดสร้างความฝาดในพืชและสารนี้จะลดน้อยลงเมื่อกล้วยเริ่มสุก สารแทนนินนั้นมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียซึ่งอาจจะมีบางตัวที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย จึงช่วยรักษาอาการท้องเสียได้ และยังช่วยป้องกันผนังในกระเพาะอาหารอีกด้วย ในกล้วยดิบมีสารอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “เซโรโทนิน” ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเมือกมาเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร กล้วยดิบจึงมีคุณสมบัติทั้งป้องกันและสมานแผลในกระเพาะอาหาร

ผงกล้วยดิบ

ผงกล้วยดิบ นั้นมีสารอาหารมากหมายที่คุณอาจยังไม่รู้

ผงกล้วยดิบ นั้นมีสารอาหารมากหมายที่คุณอาจยังไม่รู้ ในผงกล้วยดิบมี เช่น คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร แมกซีเซียม วิตามิน A B6 และ C และตัวอื่นๆอีกมากมาย กล้วยนั้นเป็นผลไม้เมืองร้อนที่มีแหล่งแร่ธาตุวิตามินและโปรตีนที่ดี มีความสามารถในการป้องกันและรักษาโรคต่างๆได้อย่างดี นอกจากนี้ยังสามารถตอบสนองผู้ที่รักผลิตภัณฑ์หวานเนื่องจากสารกลูโคสในกล้วยที่ให้ความหวาน

มันเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะมีผงกล้วยดิบเป็นผลไม้ประจำวันในอาหารของคุณ กล้วยยังมีความสำคัญมากเนื่องจากมีโพแทสเซียมมาก โพแทสเซียมเป็นธาตุที่จำเป็นต่อการรักษาความดันโลหิตตามปกติ นอกจากนี้ยังช่วยในการทำงานของหัวใจมให้เหมาะสม

การวิจัยพบว่ากล้วยเฉลี่ยมีปริมาณโพแทสเซียมแตกต่างกันตั้งแต่ 450 มิลลิกรัมจนถึง 467 มิลลิกรัม มีโซเดียมเพียงมิลลิกรัมเท่านั้น นอกจากกล้วยแล้วโพแทสเซียมยังมีอยู่ในนมเนื้อผักและผลไม้ ถ้าคุณกินผงกล้วยดิบวันละครั้งคุณก็จะป้องกันตัวเองจากโรคหลอดเลือดและจากความดันโลหิตสูง

การวิจัยในคนอเมริกันมากว่า 40,000 คนมานานกว่า4 ปี นั้น พบว่า คนที่ทานอาหารที่มีเส้นใยจากธัญพืช แมกนีเซียมและโพแทสเซียมมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองน้อยกว่า

‘Archives of Internal Medicine’ มีข้อพิสูจน์ว่าผู้ที่กินอาหารที่มีโพแทสเซียมและเส้นใยสูง เช่น ผงกล้วยดิบมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจน้อยมาก ผลไม้ที่อุดมด้วยโพแทสเซียมของกล้วยยังมีความสามารถในการให้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

โพแทสเซียมยังสามารถเพิ่มสุขภาพกระดูก โพแทสเซียมในกล้วยยังมีความสามารถในการต่อต้านการสูญเสียแคลเซียมในปัสสาวะได้มากขึ้น การสูญเสียดังกล่าวเกิดจากอาหารที่มีเกลือสูง ซึ่งการสูญเสียนี้สามารถนำไปสู่การผอมบางของกระดูกในอัตราที่รวดเร็วมาก”

          ผงกล้วยดิบที่เกิดจากการนำกล้วยน้ำว้าหรือกล้วยชนิดอื่นๆที่ได้มาจากตำราสมุนไพรโดยทำการตาก และนำมาบดเพื่อที่ใช้ในการรับประทานอาหารง่ายๆ  ช่วยในการขับถ่ายได้ดี ช่วยระบบทางเดินอาหารภายในลำไส้ ผงกล้วยดิบนั้นมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแทนนินจะมีรสชาติฝาดซึ่งจะคอยช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ดี จึงเป็นสาเหตุที่ช่วยในการป้องกันผนังกระเพาะอาหาร ไม่ให้เกิดโรคต่างๆภายในลำไส้ ช่วยในการลดเชื้อโรคที่อาจเกิดจากสาเหตุจากพฤติกรรมส่วนตัวในการทาน เช่นรับประทานรสชาติที่ค่อนข้างเผ็ด ไม่ว่าจะเป็นพริก อาจส่งผลทำลายผนังเนื้อเยื่อกระเพาะลำไส้ได้ ด้วยสรรพคุณของผงกล้วยดิบนั้นจึงมีการนำมาทำเป็นผงกล้วยดิบเพื่อง่ายต่อการรับประทานอาหารช่วยในเรื่องของกระเพาะลำไส้แก้ท้องเสียได้อย่างดี

        

Posted on Leave a comment

คุณชอบ กราโนล่า ที่เป็นแบบแท่งหรือไม่?

กราโนล่ามีหลายวิธีทำมากมายที่คุณเองก็สามารถทำได้ด้วยตัวเองได้ เป็นกราโนล่าแบบโฮมเมท ทั้งอร่อยและทำให้สุขภาพดีอีกด้วย มีส่วนผสมจากธัญพืชที่หลากหลายตามสูตรฉบับของแต่ล่ะคนที่ ซึ่งมาร่วมเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นกราโนล่าในรูปแบบต่างๆ

กราโนล่า โฮมเมดง่าย ๆ

เริ่มแรกที่ได้ทำกราโนล่าขึ้นมาไม่ใช่เพียงเพราะมันจะสุขภาพดีกว่าที่ซื้อจากร้านหรอกนะคะ เราทำเพียงเพราะว่าทำเองนั้นราคาถูกกว่าซื้อจากที่ร้านมากเลยค่ะ แถมสามารถควบคุมความหวานได้เองด้วย (ร้านค้าที่ซื้อนั้นหวานมาก !!!) จากนั้นมันก็กลายเป็นงานเฮดเมดเล็กน้อยที่จะพยายามสร้างผสมต่างๆเข้าไปให้มันน่ารับประทาน เช่น Berry Burst, Apple Pie, Apricot Sunrise, Blueberry Pie, Apple Crumble, ครีมพีช ‘n, Maple Crunch, คุกกี้ข้าวโอ๊ตบด

นี่เป็นสูตรที่เราโพสต์เมื่อไม่นานมานี้ แต่มันได้รับการปรับปรุงบ้างแล้วและบวกกับดูเหมือนว่าในสมัยนั้นฉันไม่ได้พูดอะไรมากนักเพราะโพสต์ไม่มีอะไรเลย

การเปลี่ยนแปลงหลักสองประการที่ทำกับสูตรคือการกวนผลไม้แห้งในตอนท้ายเพื่อให้กราโนล่าหลวม ๆ (เพราะบางบิตสามารถติดไฟได้) และเพิ่มวิธีการทำกราโนล่า CLUMPY โดยไม่ต้องเพิ่มน้ำผึ้ง / น้ำตาล / เนย เพียงแค่กวนไข่ขาว ไข่เป็นกาวอาหารขั้นสูงสุดสำหรับทุกสิ่งตั้งแต่เค้กจนถึง คุกกี้ ไข่เจียว และลูกชิ้น และมันก็เป็นจริงสำหรับข้าว

ดังนั้น“ สูตร” พื้นฐานเดียวกันนี้จึงใช้กับกราโนล่าทั้งสองชนิดยกเว้นขั้นตอนและวิธีการปรุงอาหารจะแตกต่างกันเล็กน้อย

กราโนล่าหลวม ๆ เรียบง่ายเท่าที่จะได้รับ: รวมส่วนผสมแห้งรวมส่วนผสมเปียกกระจายบนถาดอบเพิ่มผลไม้ในตอนท้าย

สำหรับกราโนล่าที่เป็นก้อนลำดับของขั้นตอนนั้นแตกต่างกันเล็กน้อย จะต้องเพิ่มผลไม้ในตอนแรกเพราะคุณไม่สามารถผัดได้ในตอนท้าย ไข่ขาวจะถูกเพิ่มกับกราโนล่าเข้าด้วยกันเพื่อรวมตัวเป็นกลุ่มมันถูกอบที่อุณหภูมิต่ำกว่า (ซึ่งช่วยให้แน่ใจว่าผลไม้จะไม่ไหม้) จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นในเตาอบที่ปิดซึ่งช่วยให้กรอบเสร็จแล้ว
และสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่งที่เราทำเพราะคุณไม่สามารถกวนข้าวในขณะที่มันอบ (เพราะมิฉะนั้นคุณจะทำให้มันกระจายไม่เกาะกลุ่ม !!) คือการแพร่กระจายกราโนล่าบนถาดโดยมีรูตรงกลางเพราะแม้แต่ เมื่อเราใช้เตาอบแบบบังคับ / พาความร้อนเราไม่สามารถทำให้อาหารเป็นสีทองและกรอบโดยไม่มีการเผาไหม้

Posted on Leave a comment

กล้วยดิบ ดีต่อสุขภาพอย่างไร?

 

หากจะถามถึงผลไม้ยอดนิยมที่คนนิยมรับประทานกัน กล้วย จะต้องเป็นลำดับต้นๆ ที่คนนึกถึง เพราะรสชาติที่อร่อย และหาทานได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นกล้วยยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นมากมาย

คนส่วนใหญ่รับประทานกล้วยเมื่อมีสีเหลืองและสุก แต่จะมีใครรู้บ้างว่ากล้วยดิบนั้นก็สามารถรับประทานได้ แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุไม่ต่างจากกล้วยสุกเลย

ความแตกต่างระหว่าง กล้วยดิบ และ กล้วยสุก

โดยทั่วไปแล้วกล้วยจะเก็บเกี่ยวในขณะที่ยังคงเป็นสีเขียว เพื่อการยืดอายุการเก็บรักษาให้นานไม่สุกเกิน ก่อนที่จะถึงมือลูกค้า

นอกเหนือจากความแตกต่างของสีแล้ว กล้วยดิบและกล้วยสุกยังมีความแตกต่างในเรื่องอื่นๆอีกด้วย

  • รสชาติ : กล้วยดิบจะมีความหวานน้อย และมีรสฝาด ส่วนกล้วยสุกนั้นจะมีรสชาติหวาน
  • พื้นผิว : กล้วยดิบมีเปลือกที่แข็งกว่ากล้วยสุก มีบางคนนิยามว่าเนื้อของกล้วยดิบเหมือนข้าวเหนียว
  • ส่วนประกอบ : กล้วยดิบมีแป้งสูงกว่า และเมื่อกล้วยดิบแป้งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาล

สิ่งสำคัญ

กล้วยดิบและกล้วยสุก มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน กล้วยดิบมีปริมาณแป้งสูง ส่วนกล้วยสุกนั้น มีปริมาณน้ำตาลที่สูง

การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบคาร์โบไฮเดรตของกล้วยดิบและกล้วยสุก

กล้วยดิบมีแป้งเป็นส่วนประกอบใหญ่ซึ่งคิดเป็น 70-80% ของน้ำหนักแห้ง แป้งส่วนใหญ่นั้นมีคุณสมบัติคือไม่ถูกย่อยในลำไส้เล็ก ดังนั้นจึงจัดเป็นใยอาหารที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย อย่างไรก็ตามกล้วยจะสูญเสียแป้งเมื่อเกิดกระบวนการสุก ในระหว่างการทำให้สุกแป้งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างง่าย (ซูโครสกลูโคสและฟรุกโตส)

ที่น่าสนใจคือกล้วยสุกมีปริมาณแป้งเพียง  1% ของน้ำหนัก กล้วยดิบเป็นแหล่งของเพกตินที่ดี ซึ่งเพกตินก็คือเส้นใยอาหาร ซึ่งเส้นใยอาหารประเภทนี้พบได้ในผลไม้ โดยจะช่วยในเรื่องโครงสร้างและความแข็งของผลกล้วยดิบ เพกตินจะแตกตัวเมื่อกล้วยสุกเกินไปซึ่งทำให้ผลไม้นิ่มและอ่อนนุ่ม  แป้งและเพกตินที่พบในกล้วยดิบนั้นสามารถให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายรวมถึงการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีมากยิ่งขึ้นและช่วยเรื่องสุขภาพของทางเดินอาหารที่ดีขึ้นอีกด้วย

สิ่งสำคัญ

กล้วยดิบนั้นอุดมไปด้วยแป้งและเส้นใยอาหารที่มีปริมาณสูง  ซึ่งทั้งแป้งและเส้นใยอาหารนั้นช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยเรื่องสุขภาพทางเดินอาหารให้ดียิ่งขึ้น  แต่เมื่อกล้วยสุกแล้วแป้งส่วนใหญ่กว่า 99 % จะถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาล

คุณค่าทางสารอาหารของกล้วยสุกและกล้วยดิบ

กล้วยดิบและกล้วยสุกเป็นแหล่งของสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด

ถึงแม้ว่าจะมีงานวิจัยในเรื่องสารอาหารที่พบในกล้วยดิบอยู่ แต่โดยทั่วไปแล้วสารอาหารรองของทั้งกล้วยดิบและกล้วยสุกนั้นแทบจะไม่ต่างกัน จากข้อมูลด้านล่าง

กล้วยขนาดกลางสีเขียวหรือสีเหลือง (118 กรัม) มีสารอาหาร ได้แก่

  • ไฟเบอร์: 3.1 กรัม
  • โพแทสเซียม: 12% ของ RDI
  • วิตามินบี 6: 20% ของ RDI
  • วิตามินซี: 17% ของ RDI
  • แมกนีเซียม: 8% ของ RDI
  • ทองแดง: 5% ของ RDI
  • แมงกานีส: 15% ของ RDI

กล้วยผลนี้ประมาณ 105 แคลอรี่ซึ่งมากกว่า 90% มาจากคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้กล้วยยังมีไขมันและโปรตีนต่ำมาก

ประโยชน์ของกล้วยดิบที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

  • กล้วยดิบนั้นมีปริมาณเส้นใยสูงมาก

ซึ่งอาหารที่อุดมด้วยเส้นใยจำนวนมากนี้จะทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มนาน เพราะทั้งแป้งและเพกตินชนิดที่พบในกล้วยดิบ  ส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่เพิ่มขึ้นของความแน่นหลังมื้ออาหาร  ไฟเบอร์ประเภทนี้จะทำให้กระเพาะอาหารของคุณย่อยช้าลงและทำให้คุณมีความอยากกินอาหารน้อยลงในมื้อถัดไป ในทางกลับกันสิ่งนี้จะช่วยให้คุณกินอาหารได้น้อยลง ซึ่งส่งผลให้น้ำหนักลดลงได้

  • ช่วยปรับปรุงสุขภาพทางเดินอาหารให้ดีขึ้น

ในกล้วยดิบมี prebiotic ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ และเป็นมิตรกับแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ของเรา การทำงานของแบคทีเรียคือหมักเส้นใยทั้งสองชนิด แล้วจะทำการผลิตบิวเดรตและกรดไขมันสายสั้นที่เป็นประโยชน์ ซึ่งกรดไขมันสายสั้นนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาในการย่อยอาหาร นอกจากนี้ยังมีหลักฐานบางอย่างที่บอกว่าพวกเขาช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

สิ่งสำคัญ

การบริโภคกล้วยสีเขียวสามารถช่วยให้ลำไส้ของคุณแข็งแรง นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มการผลิตกรดไขมันสายสั้นซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพทางเดินอาหาร

  • ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และในปัจจุบันพบว่าปัญหานี้มีแนวโน้มสูงขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาเมื่อเวลาผ่านไปอาจนำไปสู่โรคเบาหวานประเภท 2 และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ทั้งเพกตินและแป้งในกล้วยดิบจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร กล้วยสีเขียวที่ไม่สุกยังมีดัชนีน้ำตาลในเลือดต่ำโดยมีค่าเท่ากับ 30 กล้วยที่สุกแล้วมีดัชนีน้ำตาลประมาณ 60 ดัชนีระดับน้ำตาลในเลือดทำให้เห็นว่าว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็วหลังจากรับประทานอาหาร  ต่ำกว่าดีสำหรับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

สิ่งสำคัญ

เพกตินและแป้งในกล้วยดิบสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของคุณโดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร

Posted on Leave a comment

ที่มาของกราโนล่า

กราโนล่า คืออะไร

กราโนล่า (Granola) เป็นอาหารหรือขนมขบเคี้ยวที่ได้รับความนิยมมาจากชาวตะวันตก ซึ่งมักจะรับประทานเป็นอาหารเช้าหรือขนมทานเล่น โดยเชื่อว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ รับประทานแล้วจะอิ่มท้องนาน และช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะมีคุณค่าทางสารอาหารมาก และให้พลังงานสูง

กราโนล่าประกอบไปด้วยข้าวโอ๊ต น้ำผึ้ง ถั่ว และธัญพืชต่างๆ ที่สามารถใส่ได้ตามใจชอบ เช่น ผลไม้แห้ง ลูกเกด ถั่ว วอลนัท หรืออัลมอนด์ หากคนระหว่างอบกราโนล่าจะไม่ติดกันเป็นแท่ง จะเหมาะกับการรับประทานเป็นอาหารเช้า แต่ถ้าอัดให้ติดกันเป็นแท่งก็จะเหมาะกับการทานเล่นเป็นขนม โดยสามารถนำมารับประทานกับโยเกิร์ต น้ำผึ้ง นม หรือซีเรียลก็อร่อยเข้ากันมาก นอกจากนี้ยังเหมาะกับการแต่งหน้าขนมอีกด้วย

กราโนล่า

คุณค่าทางโภชนาการ

กราโนล่า อุดมไปด้วยโปรตีน ใยอาหารและสารอาหารรองอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุเหล็ก(Fe) แมกนีเซียม(Mg) สังกะสี(Zn) ทองแดง(Cu ) ซีลีเนียม(Se)วิตามินบีและวิตามินอี อย่างไรก็ตามรายละเอียดทางโภชนาการของกราโนล่าจะแตกต่างมากน้อยขึ้นอยู่กับส่วนผสมเฉพาะที่ใช้

ตารางด้านล่างนี้เปรียบเทียบสารอาหารในกราโนล่าสองยี่ห้อ

คุณค่าทางโภชนการ ยี่ห้อ A (ปริมาณ 50 กรัม) ยี่ห้อ B (ปริมาณ 50 กรัม)
แคลอรี่ 195 กรัม 260 กรัม
ไขมัน 4.4 กรัม 7 กรัม
โปรตีน 2.9 กรัม 13 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 40.5 กรัม 28 กรัม
ใยอาหาร 3.5 กรัม 4 กรัม
น้ำตาล 14.2 กรัม 12 กรัม

จากข้อมูลในตารางจะเห็นว่า กราโนล่ายี่ห้อ A จะมีไขมันและแคลอรี่ต่ำกว่า กราโนล่ายี่ห้อ B แต่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลสูงกว่ามาก ในขณะที่กราโนล่ายี่ห้อ B มีไขมันและแคลอรี่สูง แต่โปรตีนและไฟเบอร์สูงขึ้นด้วย

โดยทั่วไปแล้วกราโนล่าที่มีผลไม้ตากแห้งหรือสารให้ความหวานจะมีน้ำตาลสูงกว่ากราโนล่าที่ไม่มีผลไม้ตากแห้ง ถั่วและเมล็ดพืชต่างๆจะให้โปรตีน และธัญพืชชนิดต่างๆจะให้ไฟเบอร์ ยิ่งมีธัญพืชปริมาณมากก็ยิ่งจะเพิ่มไฟเบอร์ให้กับกราโนล่ามากยิ่งขึ้นด้วย

คุณประโยชน์ของกราโนล่า

แม้ว่าจะมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ กราโนล่า เพียงเล็กน้อย แต่ส่วนผสมทั่วไปเช่น ข้าวโอ๊ต เมล็ดแฟลกซ์เมล็ดเชีย อัลมอนด์ ถั่ว และธัญพืชชนิดต่างๆ ก็เป็นที่รู้กันว่าล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น

กราโนล่าส่วนใหญ่อุดมไปด้วยโปรตีนและไฟเบอร์ซึ่งทั้งสองมีส่วนช่วยทำให้อิ่มท้อง โปรตีนยังส่งผลต่อระดับของฮอร์โมนซึ่งช่วยปรับระดับฮอร์โมนให้สมบูรณ์เช่น ghrelin และ GLP-1 ส่วนผสมที่ให้โปรตีนสูงในกราโนล่าจะได้จากถั่ว เช่น อัลมอนด์ วอลนัท เม็ดมะม่วงหิมพานต์, เมล็ดฟักทอง และงา เป็นต้น

นอกจากนี้อาหารที่มีกากใยสูงเช่นข้าวโอ๊ต ถั่วและเมล็ดธัญพืชจะช่วยชะลอการอยากอาหารคุณ โดยเพิ่มเวลาในการย่อยอาหารซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น และอาจช่วยควบคุมความอยากอาหารได้อีกด้วย

กราโนล่า

 

คุณประโยชน์ด้านสุขภาพอื่น ๆ

  • กราโนล่าจะช่วยในเรื่องความดันโลหิต เพราะมีส่วนผสมที่มีเส้นใยสูง เช่นข้าวโอ๊ต ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยลดความดันโลหิต
  • ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล เนื่องจากข้าวโอ๊ตเป็นแหล่งของเบต้ากลูแคนซึ่งเป็นใยอาหารชนิดหนึ่งที่ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและ LDL (ไขมันไม่ดี) ทั้งหมดและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ
  • ลดน้ำตาลในเลือด ธัญพืช ผลไม้แห้ง ถั่ว และเมล็ดพืช ช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่เป็นโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน
  • ปรับปรุงสุขภาพของลำไส้ มีการค้นพบว่ากราโนล่าช่วยเพิ่มระดับของแบคทีเรียดีในลำไส้ ทำให้ลำไส้ของเรามีสุขภาพดีเมื่อเทียบกับอาหารเช้าซีเรียล
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ในส่วนผสม เช่น มะพร้าว เมล็ดเชีย และถั่วบราซิล อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต้านการอักเสบ เช่นเดียวกับ gallic acid , quercetin, ซีลีเนียม และวิตามินอี
Posted on Leave a comment

วิธีผิวสวยด้วยกล้วยน้ำว้า

วิธีผิวสวยด้วยกล้วยน้ำว้า

1. เพิ่มความชุ่มชื่น

ประโยชน์กล้วยนำว้าที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม จะมีสรรพคุณช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ช่วยแก้ปัญหาเรื่องผิวแห้ง หยาบกร้านได้ ในกรณีที่ผิวแห้งมากๆ เราอาจนำกล้วยสุกมาบด แล้วเอามาพอกที่หน้า หลีกเลี่ยงผิวบริเวณรอบดวงตา และรอบผิวปาก และพอกทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำเย็น

2. ต่อต้านริ้วรอย

กล้วยน้ำว้าอุดมเป็นด้วยวิตามินซี ซึ่งเป็นวิตามินที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว และยังมีวิตามินอี ที่ช่วยปกป้องผิวจากแสง UV และชะลอผิวไม่ให้แก่เร็ว ถ้ากินเป็นประจำก็จะช่วยต้านริ้วรอย มีผิวที่กระชับขึ้นได้ หรือถ้าใครรู้สึกว่ากินแล้วมันไม่ทันใจ ก็ให้เอาเนื้อกล้วยบด 1 ลูก มาผสมกับน้ำส้ม 1 ช้อนชา และโยเกิร์ตมาผสมกันและพอกที่ผิวหน้าได้

3. ลดสิว

ถ้าหากคุณมีปัญหาสิว ลองเอาเปลือกกล้วยมาทา หรือถูบริเวณที่เราเป็นสิว เพราะเปลือกกล้วยมีสรรพคุณในการลดการอักเสบ และบรรเทาอาการสิวให้ดีขึ้นได้ด้วย เพราะในกล้วยมีวิตามินเอ ที่ช่วยการรักษาสิวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีธาตุสังกะสี ที่ช่วยลดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวได้

4. ลดเลือนรอยสิว จุดด่างดำ

อีกหนึ่งปัญหากวนใจที่ไม่แพ้สิวเลยก็คือ รอยดำจากสิว ซึ่งประโยชน์กล้วยน้ำว้าไม่ใช่แค่ลดอาการสิวได้เท่านั้นแต่ยังช่วยลดเลือนจุดด่างดำที่เกิดจากสิวได้อีกด้วย หรือจุดด่างดำที่เกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่สิวก็ช่วยให้ลดเลือนได้เช่นกัน เพราะกล้วยมีวิตามินซี และวิตามินอี ที่ช่วยปรับผิวให้กระจ่างใสขึ้น พร้อมปกป้องแสง UV ที่เป็นตัวการของแสงแดด และมีวิตามินเอ ที่มีสรรพคุณในการลดเลือนจุดด่างดำ

5. ควบคุมความมัน

นำกล้วยสุกมาบดให้ละเอียดผสมดินสอพองกับน้ำเปล่าเล็กน้อยเพื่อให้ได้เนื้อครีม จากนั้นใส่น้ำมะนาวลงไปผสมแล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง จึงนำมาสครับผิวหน้าและพอกทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรือพอกไว้ให้แห้งแล้วค่อยล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำเย็น เพียงเท่านี้มันก็จะช่วยทั้งดูดซับสิ่งสกปรกบนผิวหน้า ดูดซับความมัน ป้องกันสิวและช่วยลดเลือนความหมองคล้ำของผิว ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใสแถมยังเนียนนุ่มทันตาได้แล้ว

ประโยชน์กล้วยน้ำว้าอื่นๆ เกี่ยวกับผิว คือเราสามารถเปลือกกล้วยสามารถแก้ผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้ ด้วยการลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด อาการคันจะลดลงไปได้ระดับหนึ่ง และประโยชน์ของเปลือกกล้วยน้ำว้ายังช่วยในการรักษาโรคหูดบนผิวหนังได้ โดยใช้เปลือกกล้วยด้านในวางลงบนบริเวณที่เป็นหูดแล้วแปะทิ้งไว้