Posted on

ประโยชน์ของธัญพืช

ประโยชน์ของธัญพืช

ประโยชน์ของธัญ พืชมีอะไรบ้าง ก่อนอื่นขอไปทำความรู้จักกับ ธัญพืช กันก่อน ธัญพืช คือพืชที่มนุษย์เพาะปลูกเพื่อทำการเก็บเกี่ยวเมล็ด โดยส่วนใหญ่จะเป็นในตระกูลหญ้ากับข้าว ในส่วนของพืชที่นำแต่เมล็ดมาใช้ก็มีเช่นกัน ตระกูลข้าว เช่น ลูกเดือย ข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด ลูกเดือย ข้าวบาร์เลย์ ข้าวทริทิเคลี ข้าวไรย์ ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอรี่ รวมไปถึงจำพวกถั่วชนิดต่าง ๆ เช่น ถั่วปากอ้า ถั่วลันเตา ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วพิตาชิโอ ถั่วอัลมอนด์ และในจำพวกตระกูลพืชที่นำผลผลิตจากเพียงแค่เมล็ดมาใช้ประโยชน์ เช่น ชีอา คีนวา บักวีต ฯลฯ

ประโยชน์ของธัญพืชนั้นมีหลากหลายมาก ล้วนเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ ธัญพืชจัดเป็นแหล่งพลังงานชั้นดี เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจำนวนมากเพื่อที่จะเข้าไปช่วยเติมเต็ม ซ่อมแซมภายในร่างกาย สารอาหารอาทิเช่น โปรตีน แคลเซียม แมงกานีส แมกนีเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก ซึ่งประโยชน์ของธัญพืชที่จะเป็นธัญพิชที่ดี จะต้องไม่ผ่านการขัดสี บี หรือบด เพราะจะทำให้เกดการสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการที่ดีไปเกือบหมดจากการที่แป้งแตกออกมา สารอาหารก็จะหลุดไปด้วย รวมไปถึงการถูกทำลายโดยการที่ออกซิเดชันไขมันดีที่เป็นส่วนประกอบของธัญพืชออกไปจากตัวธัญพืช

ปัจจุบันการเลือกบริโภคธัญพืชเพื่อให้ได้รับประโยชน์ของธัญพืชกำลังเป็นกระแสนิยมในแวดวงของคนรักสุขภาพอย่างมากอันเนื่องจาก ประโยชน์ของธัญพืช ที่มีมากมาย ดังนั้นการเลือกกินจึงเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะมีผลต่อสุขภาพที่ดี ซึ่งธัญพืชนั้นจัดเป็นอาหารที่ตอบโจทย์ในเรื่องของสุขภาพที่ดี ดังนั้นการกินธัญพืชเป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายแข่งแรงและลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคได้ ดังนี้

ประโยชน์ของธัญพืชช่วยในเรื่องใดบ้าง

ประโยชน์ของธัญพืชคือช่วยลดความเสี่ยงของภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ช่วยลดโอกาสของการเกิดโรคเบาหวานและโรคหัวใจมากถึงร้อยละ 20 – 30 และยังช่วยในการรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้อีกด้วย สำหรับผู้ที่ติดกินขนมนั้นเหมาะสมและควรอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินขนมโดนการหันมากินธัญพืชแทน เพราะได้ขบเคี้ยวเหมือนกับการกินขนมแต่ยังได้ ประโยชน์ของธัญพืชไปด้วย แทนการกินขนม ทำให้อิ่มอยู่ท้องนาน จึงจะไม่หิวจุกจิกและกินบ่อย ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องควบคู่ไปกับการกินในปริมาณที่เหมาะสม โดยนักโภชนาระบุไว้ว่าควรกินวันละไม่เกิน 48 กรัมหรือประมาณหนึ่งกำมือ เพราะถึง ประโยชน์ของธัญพืช จะมีมาก แต่ธัญพืชก็ให้พลังงานที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน จัดว่าเป็นพลังงานที่ดีแต่หากกินมากเกินไปก็สามารถอ้วนได้

นอกจากนี้ในธัญพืชยังเป็นแหล่งของแอนตี้ออกซิแดนท์หรือที่รู้จักกันในสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ซึ่งแอนตี้ออกซิแดนท์จะช่วยปกป้องร่างกายจากมลภาวะ แสง UV และปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพของร่างกาย และสำหรับบางคนที่กินมังสวิรัติ กินเจ หรือกินเนื้อไม่ได้ก็สามารถหันมากินธัญพืชแทนได้ ซึ่งขอแนะนำเป็นจำพวกตระกูลถั่ว เนื่องจากในถั่วมีโปรตีน ซึ่งมนุษย์จะขาดโปรตีนไม่ได้ เพราะโปรตีนมีอิทธิพลต่อร่างกายเราลำดับต้น ๆ ไม่ใช่เพียงแค่จำพวกถั่ว แต่ธัญพืชทุกตัวนั้นก็ประกอบไปด้วยโปรตีนที่มีประโยชน์ดี ๆ ต่อร่างกาย และนอกจากโปรตีนนั้น ประโยชน์ของธัญพืช อีกอย่างคือการที่ประกอบไปด้วย ไฟเบอร์ แร่ธาตุจำเป็นต่าง ๆ กรดอะมิโนจำเป็นที่ใช้ในการสร้างซ่อมแซมร่างกาย และยังมีโอเมก้า 3 ที่ทำหน้าที่ให้ผนังหลอดเลือดหัวใจนิ่มขึ้น ส่งผลให้คอเรสเตอรอลลดลง ลดการเป็นโรคหัวใจ ช่วยรักษาสมดุลให้ระบบหมุนเวียนเลือด ให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานปกติ ซึ่งเรื่องนี้ผ่านการวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญมามากมายว่าเป็นความจริง นอกจากนี้ธัญพืชยังมีแคลเซียมที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงรักษากระดูกอีกด้วย เรียกได้ว่ากินไม่มาก แต่กินประจำในจำนวนที่ไม่ต้องเยอะก็ทำให้ได้รับ ประโยชน์ประโยชน์ของธัญพืช จากการกินอย่างมากมายมหาศาล หากจะต้องจำแนกแยกแยะ ประโยชน์ของธัญพืช ออกมาทั้งหมดนั้นคงไม่สามารถนับเป็นจำนวนได้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลนี้ธัญพืชจึงจัดได้ว่าเป็นสุดยอดอาหารที่เราควรเลือกกินอย่างมากเพราะอุดมไปด้วยประโยชน์ที่ได้กล่าวไปในข้างต้น แต่ในการกินก็จะต้องคำนึงถึงประมาณที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันอันตรายจากการได้รับพลังงานที่มากเกินไป จะกลายเป็นการก่อให้เกิดโรคแทนการได้ประโยชน์ เช่นกัน

ผลิคภัณฑ์ กราโนล่า ผสมธัญพืชทั้ง 6 ชนิด

และเราได้นำธัญพืชต่างๆที่มีคุณประโยชน์มากมาย มาเป็นส่วนผสมของ กราโนล่า กล้วยดิบ ตรา Healthfruits ที่ใช้กล้วยดิบจากธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลับ นอกประโยชน์ของกล้วยดิบมีส่วนให้สุขภาพร่างกายในหลายๆส่วนแล้ว ยังมีประโยชน์ของธัญพืชที่ให้คุณประโยชน์แก่ร่างกายของทุกท่านเพิ่มขึ้นไปกิน รับประทานง่าย กินกับอะไรก็อร่อย

Posted on

กล้วยดิบผง คืออะไรกันนะ?

กล้วยดิบผง

กล้วยดิบผง หลาย ๆ คนนั้นต้องรู้จักกับผลไม้อย่างกล้วยนำว้ากันเป็นอย่างดีในนามของผลไม้ที่สามารถหากินได้ง่าย มีราคาถูกย่อมเยา อร่อยและอยู่ท้อง รวมไปถึงมีคุณประโยชน์มากมาย แต่ใครกันบ้างที่จะทราบว่าไม่ได้มีเพียงกล้วยน้ำว้าสุกเท่านั้นที่สามารถกินได้ ในส่วนของกล้วยน้ำว้าดิบนั้นก็กินได้เช่นกัน แน่นอนว่าอาจมีหลาย ๆ คนที่มีมุมมองความคิดเกี่ยวกับกล้วยดิบว่าไร้ประโยชน์ ขม ไม่สามารถกินหรือเอามาใช้ประโยชน์อะไรได้ แต่รู้หรือไม่ว่ากล้วยน้ำว้าดิบนั้สามารถกินได้ โดยการนำผลกล้วยดิบเข้าสู่กระบวนการทำให้เป็นผง หรือที่รู้จักกันใน “กล้วยดิบผง” ยังมีคนจำนวนไม่มากนักที่รู้จักกับตัวกล้วยดิบผงว่ามีประโยชน์มากเพียงใด

กล้วยดิบผง อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ใดบ้าง?

กล้วยดิบผงจัดเป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์หลากหลายมากมาย โดยนำมาจัดจำแนกคุณสมบัติโดยรวมได้ดังนี้

  1. ในกล้วยดิบผงประกอบไปด้วยสารที่เรียกว่า ”แทนนิน” มีคุณสมบัติในการช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ทำการรักษาแผล สมานแผล ช่วยรักษาในเรื่องของโรคกระเพาะ เมื่อในกระเพาะมีแผล มีการบีบตัว หรือมีการทำงานที่ผิดปกติ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการหลั่งสารเซโรโทนินที่คนรู้จักกันในนามว่าเป็นสารช่วยในการผ่อนคลาย ลดความเครียด แต่อีกหนึ่งคุณสมบัติของสารเซโรโทนินนั้นก็คือการช่วยเคลือบกระเพาะ ทำให้กรดมาทำลายเยื่อบุกระเพาะเราไม่ค่อยได้ กรดในกระเพาะจะลดการหลั่งลง กระตุ้นการหลั่งเยื่อออกมาเคลือบดูแลกระเพาะ
  2. กล้วยดิบผงยังช่วยรักษาท้องเสียได้ด้วย อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่ากล้วยดิบผงมีสารแทนนินที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียนั่นเอง
  3. กล้วยดิบผงช่วยเรื่องอาการท้องผูก ระบบลำไส้ เพราะในกล้วยดิบผงจัดเป็นคาร์โบไฮเดตโมลิกุลใหญ่ที่ร่างกายย่อยไม่ได้ เมื่อทานกล้วยดิบผงแล้วจะเป็นการเพิ่มมวลอุจจาระ เมื่อมวลอุตตาระเพิ่มมากขึ้นก็ยิ่งช่วยทำให้ขับถ่ายได้ง่าย สบายท้อง
  4. เนื่องจากตัวกล้วยดิบผงนั้นเป็นแป้งชนิดหนึ่ง เป็นแป้งที่ต้านทานการย่อย เมื่อกินเข้าไปแล้วจะไม่โดนการย่อย จะเข้าไปเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ เป็นการเลี้ยงแบคทีเรียดี ๆ ในลำไส้ให้ยังคงอยู่ และทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดีลดลง เพิ่มเชื้อแบคทีเรียดี ๆ ให้มากยิ่งขึ้น เป็นการสร้างสมดุลให้กับลำไส้ เมื่อลำไส้ทำงานได้ดีก็มีการสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรง และสร้างสารต้านมะเร็ง
  5. กล้วยดิบผงช่วยเรื่องการลดน้ำตาลและคอเรสเตอรอลได้ดีมาก เพราะกล้วยดิบผงเป็นทั้งไฟเบอร์ที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ไฟเบอร์ที่ละลายน้ำก็จะละลายลงไปและดูดซึมน้ำตาลและคอเรสโตรอลได้ ในส่วนของไฟเบอร์ที่ละลายไม่ได้ก็จะไปช่วยในการเพิ่มมวลอุจจาระให้ขับถ่ายดี
  6. กล้วยดิบผงมีโพแทสเซียมสูง ช่วยเรื่องกรดด่างในร่างกาย เป็นการช่วยควบคุมความดัน
  7. กล้วยดิบผงช่วยเรื่องกรดไหลย้อน เนื่องจากสารแทนนินหรือที่รู้จักกันใรสารห้ความรสชาติขม ซึ่งในกล้วยดิบนั้นจะมีแทนนินมากกว่ากล้วยสุกเป็นจำนวนมาก จึงจะช่วยในการเคลือบและรักษาแผล ลดการระคายเคืองและอาการแสบร้อนท้องได้
    ในการหากล้วยดิบผงมากินนั้นก็ไม่ได้มีความยุ่งยากมากนัก มีทั้งแบบจัดจำหน่ายตามร้านสะดวกซื้อในราคาที่ไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับประโยชน์ เพียงกิโลกรัมละไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น หรือหากมีเวลาว่างก็สามารถทำกินเองได้ด้วยวัตถุดิบน้อยมากเพียงแค่มีกล้วยน้ำว้า นำมาล้างและหั่นเป็นแว่นทั้งเปลือก ตากแดดให้แห้งสนิท3 วันโดยประมาณ เมื่อตากแดดแห้งแล้วก็นำกล้วยมาปั่นให้ละเอียดและร่อนผง เพียงเท่านี้ก็สามารถมีกล้วยดิบผงไว้กินเองแล้ว
    วิธีกินก็ทำได้ไม่ยากเพียงแค่นำกล้วยดิบผงประมาณ 1 ช้อนชาผสมกับน้ำอุ่นหรืออาจจะเพิ่มเติมรสชาติด้วยการเติมน้ำผึ้งเล็กน้อย ทำการผสมให้เข้ากันและกินได้เลย ที่สำคัญคือสามารถกินได้ตลอด จะทุกวัน วันเว้นวัน หรือเฉพาะช่วงที่มีอาการต่าง ๆ ก็ย่อมได้ ไม่มีอันตรายหรือผลข้างเคียงต่อร่างกายแน่นอน แต่เพียงต้องกินในปริมาณและเวลาที่เหมาะสม และต้องดูแลตัวเองในส่วนอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วยก็จะทำให้กล้วยดิบผงออกประสิทธิผลได้ดีมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่ากล้วยดิบผง หรือ ผงกล้วยดิบ เป็นอีกหนึ่งอาหารเสริมที่ดีต่อร่างกายและไม่ควรพลาดที่จะกินอย่างมาก
Posted on

กราโนล่า กินกับอะไร

อาหารเพื่อสุขภาพ

กราโนล่า กินกับอะไร กราโนล่า (granola) คือขนมหรืออาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการโดยมีส่วนประกอบหลักเป็นจำพวกธัญพืชชนิดต่าง ๆ เช่น ข้าวพอง ข้าวโอ๊ต ถั่วต่าง ๆ ผลไม้อบแห้ง โดยมีการผสมไซรัปหรือน้ำผึ้งแล้วแต่สูตรที่แตกต่างกันไป นิยมกินในมื้อที่เร่งรีบอย่างเช่นอาหารเช้า หรือมื้อว่าง สามารถกินได้ง่ายดาย รวดเร็ว สะดวก ไม่ต้องเสียเวลามากนักเหมือนการประกอบอาหารอันแสนยุ่งยาก ที่สำคัญคือ กราโนล่า กินกับอะไร ก็ได้ หลากหลาย 

โดยกราโนล่าสามารถทำกินเองได้ หรือจะซื้อตามแหล่งจัดจำหน่ายก็หาได้ง่ายเช่นกัน โดยส่วนมากกราโนล่าที่จัดจำหน่ายจะมีหลากหลายส่วนผสม เป็นรสชาติต่าง ๆ พร้อมกินให้เลือกซื้อตามความชอบ อีกทั้งยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่าง ๆ ที่ดีแก่ร่างกาย และทำให้อิ่มท้องได้นาน ไม่หิวจุกจิก ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายที่ดีอีกด้วย นับว่าคุณประโยชน์ที่หลากหลายอย่างมาก ไม่ว่า กราโนล่า กินกับอะไร ก็ได้ประโยชน์ครบถ้วนจริง ๆ

กราโนล่า จัดเป็นอาหารยุคใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมของคนรักสุขภาพในยุคปัจจุบันอย่างมาก นับได้ว่าเป็นกระแสนิยมที่มีการบอกต่อ เผยแพร่กันอย่างแพร่หลายในแวดวง แต่คนส่วนมากยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับกราโนล่าที่ไม่ถูกต้องซะทีเดียวว่าเป็นอาหารที่สามารถลดหรือควบคุมน้ำหนักได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด แต่ไม่ทั้งหมด เนื่องจากกราโนล่านั้นเป็นอาหารที่มีพลังงานค่อนข้างสูงมากหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป ก็จะทำให้ได้รับพลังงานมากเกิน ถึงกราโนล่าจะจัดเป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ หรือกราโนล่า กินกับอะไร ได้หลากหลายก็จริง แต่หากกินในปริมาณที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลเสียได้ เช่น โรคอ้วน

        เพราะฉนั้นนอกจากการเลือกกินที่เหมาะสมแล้ว เมนูที่หลากหลายก็ยังสามารถทำให้การกินกราโนล่าไม่น่าเบื่อจำเจ หรือทรมานกับการโฟกัสเรื่องลดน้ำหนัก แต่กลายเป็นการกินที่มีความสุขและยั่งยืน วันนี้จึงขอมานำเสนอว่า กราโนล่า กินกับอะไร ได้บ้าง หรือ กราโนล่า กินกับอะไรแล้วอร่อย รวมไปถึง กราโนล่า กินกับอะไรแล้วได้คุณประโยชน์สูงสุด ทั้งเมนูที่คนนิยมและยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เราจะไปคุณไปพบกับคุณประโยชน์สูงสุดของการทานกราโนล่า ไปกันเลย

กราโนล่า กินกับอะไรแล้วได้คุณประโยชน์สูงสุด

1. กราโนล่ากินกับโยเกิร์ต กราโนล่า กินกับอะไร

ก็ได้แต่ไม่ควรจะพลาดเมนูนี้อย่างยิ่ง โดยส่วนมากนิยมเลือกเป็นกรีกโยเกิร์ตเนื่องจากแป้งและน้ำตาลน้อยกว่าโยเกิร์ตธรรมดาทั่วไป มีโซเดียมต่ำเหมาะกับคนรักสุขภาพ ท็อปด้วยกราโนล่าหรืออาจเพิ่มเติมผลไม้ตามที่ชอบ

2. กราโนล่ากินกับนมสด

เมนูที่สามารถทำกินได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว เพียงนำกราโนล่าใส่ในนมง่ายๆเท่านั้น ๆ หรืออาจมีการผสมกับซีเรียลอื่น ๆ ตามใจชอบ  นมที่นิยมส่วนใหญ่สำหรับคนรักสุขภาพมักเป็นนมเพื่อสุขภาพที่ทำจากถั่วต่าง ๆ เช่น อัลมอนด์ พิตาชิโอ ถั่วเหลือง ฯลฯ  เนื่องจากเป็นไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อหัวใจ และพลังงานไม่สูงมากนัก นับเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ดีเลยทีเดียว

3. กราโนล่ากินกับแพนเค้กข้าวโอ๊ต

มีส่วนประกอบหลักของข้าวโอ๊ตที่ใช้แทนแป้งทั่วไป ซึ่งข้าวโอ๊ตนั่นมีไฟเบอร์สูงที่ดีต่อระบบขับถ่าย วิธีการทำก็แสนง่ายดายเพียงนำไปผสมกับไข่และนมเล็กน้อย นำไปเทลงกระทะด้วยไฟอ่อนก็จะได้เป็นแพนเค้กเพื่อสุขภาพ ท็อปด้วยกราโนล่าโรยด้านบนแพนเค้ก หรือเพิ่มเติมด้วยการราดไซรัปตามใจชอบได้เลย

4. กราโนล่ากินกับข้าวโอ๊ตต้ม

ทำได้โดยการนำข้าวโอ๊ตสำเร็จรูปที่สามารถซื้อได้จากร้านสะดวกซื้อง่าย ๆ มาต้มผสมกับนมในยี่ห้อที่ชื่นชอบให้สุก จัดลงถ้วยและท็อปด้วยกราโน่ล่าอีกเช่นเคย อาจเพิ่มเติมด้วยการใส่ผลไม้แช่เย็นต่าง ๆ ต่าง ๆ ที่เช่นชอบ ส่วนมากที่นิยมมักจะเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เพราะให้พลังงานต่ำ น้ำตาลน้อย และให้รสชาติที่สดชื่น หรืออาจจะเป็นกล้วยผลไม้ยอดนิยมสำหรับคนรักสุขภาพที่นำตาลไม่มากนัก อิ่มท้องนาน และช่วยในการขับถ่ายได้ดีอีกด้วย  เป็นต้น เป็นอีกหนึ่งเมนูยอกนิยมเช่นกัน กราโนล่า กินกับอะไร ก็ได้ แต่ไม่ควรจะพลาดเมนูนี้อีกเช่นกัน สำหรับสายสุขภาพ

5. กราโนล่ากินกับสมูตตี้ผลไม้สด

วิธีการทำคือนำผลไม้แช่เย็นได้ที่มาปั่นเข้าด้วยกันออกมาเป็นสมูตตี้เนื้อละเอียดเนียนนุ่ม ท็อปด้วยกราโนล่าด้านบนและอาจตกแต่งด้วยผลไม้เพิ่มเติมตามใจชอบก็เป็นอันเรียบร้อย นอกจากได้ความอร่อย สดชื่นแล้วยังได้ประโยชน์จากผลไม้และกราโนล่าที่อุดมไปด้วยวิตามินและไฟเบอร์อีกด้วย

จากเมนูที่เราคัดสรรมาจะเห็นได้ว่า กราโนล่า กินกับอะไร ก็ได้หลากหลาย ไม่ซ้ำจำเจ กราโนล่า กินกับอะไรก็อร่อย เรามาเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารที่ดีกันเถอะค่ะ

Posted on

เมื่อปวดท้อง! ควรทานอาหารอะไร? เพื่อช่วยเบาอาการ

ทุกคนน่าจะประสบปัญหากับอาการปวดท้องเป็นบางครั้ง อาการที่พบเจอก็อาจจะแตกต่างกันออกไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อืดท้อง ท้องร่วง เป็นต้น มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ปวดท้องและการรักษาที่แตกต่างกันออกไป วันนี้ทาง Healthfruits จะมาแนะนำอาหารที่เมื่อทานแล้วจะทำให้อาการปวดท้องดีขึ้นมาฝากค่ะ โดยไม่พึ่งยามาฝากค่ะ

1.ขิงสามารถลดอาการคลื่นไส้

ขิงสามารถรับประทานแบบดิบปรุงสุกแช่ในน้ำร้อนหรือเป็นอาหารเสริมและมีประสิทธิภาพในทุกรูปแบบมักใช้เวลาโดยผู้หญิงที่มีอาการแพ้ท้องซึ่งเป็นอาการคลื่นไส้อาเจียนประเภทหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์

การทดวอบ 6 ครั้งซึ่งรวมถึงหญิงตั้งครรภ์มากกว่า 500 คนพบว่าการรับประทานขิง 1 กรัมต่อวันมีความเกี่ยวข้องกับอาการคลื่นไส้และอาเจียนน้อยลง 5 เท่าในระหว่างตั้งครรภ์
ขิงยังมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ได้รับเคมีบำบัดหรือการผ่าตัดใหญ่เนื่องจากการรักษาเหล่านี้อาจทำให้คลื่นไส้และอาเจียนอย่างรุนแรง


การทานขิงวันละ 1 กรัมก่อนทำคีโมหรือการผ่าตัดสามารถลดความรุนแรงของอาการเหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ขิงสามารถใช้เป็นยาธรรมชาติสำหรับอาการเมารถได้ เมื่อรับประทานล่วงหน้าสามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการคลื่นไส้และความเร็วในการฟื้นตัวได้

กระบวกการทำงานนี้ไม่เป็นที่เข้าใจทั้งหมด แต่มีการตั้งสมมติฐานว่าขิงควบคุมการส่งสัญญาณของระบบประสาทในกระเพาะอาหารและเร่งอัตราการระบายของกระเพาะอาหารซึ่งจะช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนได้

โดยทั่วไปถือว่าขิงปลอดภัย แต่อาการเสียดท้องปวดท้องและท้องร่วงสามารถเกิดขึ้นได้ในปริมาณที่สูงกว่า 5 กรัมต่อวัน

2. ดอกคาโมไมล์อาจช่วยลดอาการอาเจียนและบรรเทาความไม่สบายตัวของลำไส้

คาโมมายล์เป็นพืชสมุนไพรที่มีดอกสีขาวขนาดเล็ก เป็นยาแผนโบราณสำหรับอาการปวดท้อง ดอกคาโมไมล์สามารถทำให้แห้งและชงเป็นชาหรือรับประทานเป็นอาหารเสริม ในอดีตดอกคาโมมายล์ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับลำไส้หลายอย่างรวมถึงแก๊สอาหารไม่ย่อย ท้องร่วงคลื่นไส้ และอาเจียน แม้จะมีการใช้อย่างแพร่หลาย แต่มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่สนับสนุนประสิทธิผลของการย่อยอาหาร การศึกษาเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคาโมมายล์ช่วยลดความรุนแรงของการอาเจียนหลังการรักษาด้วยเคมีบำบัด แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีผลเช่นเดียวกันกับการอาเจียนประเภทอื่น ๆ หรือไม่ การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดจากดอกคาโมมายล์ช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงในหนูโดยลดอาการกระตุกในลำไส้และลดปริมาณน้ำที่หลั่งออกมาในอุจจาระ แต่จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อดูว่าสิ่งนี้ใช้ได้กับมนุษย์หรือไม่ ดอกคาโมมายล์ยังนิยมใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อท้องอืดท้องร่วงและอาการจุกเสียดในทารก อย่างไรก็ตามเนื่องจากดอกคาโมไมล์รวมกับสมุนไพรอื่น ๆ ในสูตรเหล่านี้จึงเป็นเรื่องยากที่จะทราบว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมาจากดอกคาโมไมล์หรือจากการผสมผสานของสมุนไพรอื่น ๆ แม้ว่าผลของดอกคาโมมายล์จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่การวิจัยยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามันช่วยบรรเทาอาการปวดท้องได้อย่างไร

3. มะละกอสามารถเสริมการย่อยอาหารและอาจมีผลกับแผล และปรสิต

มะละกอ เป็นผลไม้เมืองร้อนที่มีรสหวานอมส้มซึ่งบางครั้งก็ใช้เป็นยารักษาอาการอาหารไม่ย่อยตามธรรมชาติ มะละกอมีปาเปนซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทรงพลังที่จะย่อยโปรตีนในอาหารที่คุณกินทำให้ย่อยและดูดซึมได้ง่ายขึ้น บางคนผลิตเอนไซม์จากธรรมชาติไม่เพียงพอที่จะย่อยอาหารได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น การบริโภคเอนไซม์เพิ่มเติมเช่น ปาเปนอาจช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยได้ ยังไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของปาเปนมากนัก แต่มีงานวิจัยอย่างน้อยหนึ่งชิ้นพบว่าการรับประทานมะละกอเข้มข้นเป็นประจำช่วยลดอาการท้องผูกและท้องอืดในผู้ใหญ่ได้ มะละกอยังใช้ในบางประเทศในแอฟริกาตะวันตกเพื่อเป็นยารักษาแผลในกระเพาะอาหารแบบดั้งเดิม สุดท้าย เมล็ดมะละกอยังสามารถทานได้เพื่อกำจัดพยาธิในลำไส้ซึ่งสามารถอาศัยอยู่ในลำไส้และทำให้เกิดอาการไม่สบายท้องอย่างรุนแรงและภาวะทุพโภชนาการ การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าเมล็ดมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อราและสามารถเพิ่มจำนวนปรสิตที่ส่งผ่านมาในอุจจาระของเด็กได้

4.กล้วยเขียวช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง

อาการปวดท้องที่เกิดจากการติดเชื้อหรืออาหารเป็นพิษมักมาพร้อมกับอาการท้องร่วง ที่น่าสนใจคือการศึกษาหลายชิ้นพบว่าการให้กล้วยสุกและเขียวแก่ เด็กที่มีอาการท้องร่วงสามารถช่วยลดปริมาณความรุนแรง ในความเป็นจริงการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าการเพิ่มกล้วยสีเขียวที่ปรุงสุกแล้วมีประสิทธิภาพในการกำจัดอาการท้องร่วงได้ดีกว่าอาหารที่ทำจากข้าวเพียงอย่างเดียวเกือบสี่เท่า ผลต้านอาการท้องร่วงที่มีประสิทธิภาพของกล้วยสีเขียวเกิดจากเส้นใยชนิดพิเศษที่มีชื่อว่าแป้งต้านทานการย่อย แป้งที่ทนต่อไม่สามารถย่อยได้โดยมนุษย์ ดังนั้น มันจึงยังคงผ่านทางเดินอาหารไปจนถึงลำไส้ใหญ่ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ เมื่ออยู่ในลำไส้ใหญ่แบคทีเรียในลำไส้ของคุณจะถูกหมักอย่างช้าๆเพื่อผลิตกรดไขมันสายสั้นซึ่งกระตุ้นให้ลำไส้ดูดซับน้ำมากขึ้นและทำให้อุจจาระแข็งตัว แม้ว่าผลลัพธ์เหล่านี้จะน่าประทับใจ แต่ก็จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อดูว่ากล้วยสีเขียวมีฤทธิ์ต้านอาการท้องร่วงในผู้ใหญ่หรือไม่ นอกจากนี้เนื่องจากแป้งที่ต้านทานจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเป็นกล้วยสุกจึงไม่ทราบว่ากล้วยสุกมีแป้งที่ต้านทานได้เพียงพอที่จะให้ผลเช่นเดียวกัน

5.อาหารที่อุดมด้วยโปรไบโอติกสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ได้

บางครั้งอาการปวดท้องอาจเกิดจาก dysbiosis ความไม่สมดุลของชนิดหรือจำนวนแบคทีเรียในลำไส้ของคุณ การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติกซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ดีต่อลำไส้ของคุณอาจช่วยแก้ไขความไม่สมดุลนี้และลดอาการของก๊าซท้องอืดหรือการเคลื่อนไหวของลำไส้ผิดปกติได้ อาหารที่มีโปรไบโอติกที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของลำไส้ ได้แก่ : โยเกิร์ต: การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการรับประทานโยเกิร์ตที่มีเชื้อแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตอยู่สามารถบรรเทาอาการท้องผูกและท้องร่วงได้ Buttermilk: Buttermilk สามารถช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงที่เกี่ยวข้องกับยาปฏิชีวนะและยังอาจช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้อีกด้วย Kefir: การดื่ม kefir 2 ถ้วย (500 มล.) ต่อวันเป็นเวลาหนึ่งเดือนสามารถช่วยให้ผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังมีการเคลื่อนไหวของลำไส้เป็นประจำมากขึ้น อาหารอื่น ๆ ที่มีโปรไบโอติก ได้แก่ มิโซะนัตโตะเทมเป้กะหล่ำปลีดองกิมจิและคอมบูชะ แต่จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบว่ามีผลต่อสุขภาพของลำไส้อย่างไร

แหล่งที่มา : healthline.com/nutrition/best-foods-for-upset-stomach#TOC_TITLE_HDR_11

Posted on

เมื่อปวดท้อง! ควรทานอาหารอะไร? เพื่อช่วยเบาอาการ

ทุกคนน่าจะประสบปัญหากับอาการปวดท้องเป็นบางครั้ง อาการที่พบเจอก็อาจจะแตกต่างกันออกไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อืดท้อง ท้องร่วง เป็นต้น มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ปวดท้องและการรักษาที่แตกต่างกันออกไป วันนี้ทาง Healthfruits จะมาแนะนำอาหารที่เมื่อทานแล้วจะทำให้อาการปวดท้องดีขึ้นมาฝากค่ะ โดยไม่พึ่งยามาฝากค่ะ

1.ขิงสามารถลดอาการคลื่นไส้

ขิงสามารถรับประทานแบบดิบปรุงสุกแช่ในน้ำร้อนหรือเป็นอาหารเสริมและมีประสิทธิภาพในทุกรูปแบบมักใช้เวลาโดยผู้หญิงที่มีอาการแพ้ท้องซึ่งเป็นอาการคลื่นไส้อาเจียนประเภทหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์

การทดวอบ 6 ครั้งซึ่งรวมถึงหญิงตั้งครรภ์มากกว่า 500 คนพบว่าการรับประทานขิง 1 กรัมต่อวันมีความเกี่ยวข้องกับอาการคลื่นไส้และอาเจียนน้อยลง 5 เท่าในระหว่างตั้งครรภ์
ขิงยังมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ได้รับเคมีบำบัดหรือการผ่าตัดใหญ่เนื่องจากการรักษาเหล่านี้อาจทำให้คลื่นไส้และอาเจียนอย่างรุนแรง


การทานขิงวันละ 1 กรัมก่อนทำคีโมหรือการผ่าตัดสามารถลดความรุนแรงของอาการเหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ขิงสามารถใช้เป็นยาธรรมชาติสำหรับอาการเมารถได้ เมื่อรับประทานล่วงหน้าสามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการคลื่นไส้และความเร็วในการฟื้นตัวได้

กระบวกการทำงานนี้ไม่เป็นที่เข้าใจทั้งหมด แต่มีการตั้งสมมติฐานว่าขิงควบคุมการส่งสัญญาณของระบบประสาทในกระเพาะอาหารและเร่งอัตราการระบายของกระเพาะอาหารซึ่งจะช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนได้

โดยทั่วไปถือว่าขิงปลอดภัย แต่อาการเสียดท้องปวดท้องและท้องร่วงสามารถเกิดขึ้นได้ในปริมาณที่สูงกว่า 5 กรัมต่อวัน

2. ดอกคาโมไมล์อาจช่วยลดอาการอาเจียนและบรรเทาความไม่สบายตัวของลำไส้

คาโมมายล์เป็นพืชสมุนไพรที่มีดอกสีขาวขนาดเล็ก เป็นยาแผนโบราณสำหรับอาการปวดท้อง ดอกคาโมไมล์สามารถทำให้แห้งและชงเป็นชาหรือรับประทานเป็นอาหารเสริม ในอดีตดอกคาโมมายล์ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับลำไส้หลายอย่างรวมถึงแก๊สอาหารไม่ย่อย ท้องร่วงคลื่นไส้ และอาเจียน แม้จะมีการใช้อย่างแพร่หลาย แต่มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่สนับสนุนประสิทธิผลของการย่อยอาหาร การศึกษาเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคาโมมายล์ช่วยลดความรุนแรงของการอาเจียนหลังการรักษาด้วยเคมีบำบัด แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีผลเช่นเดียวกันกับการอาเจียนประเภทอื่น ๆ หรือไม่ การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดจากดอกคาโมมายล์ช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงในหนูโดยลดอาการกระตุกในลำไส้และลดปริมาณน้ำที่หลั่งออกมาในอุจจาระ แต่จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อดูว่าสิ่งนี้ใช้ได้กับมนุษย์หรือไม่ ดอกคาโมมายล์ยังนิยมใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อท้องอืดท้องร่วงและอาการจุกเสียดในทารก อย่างไรก็ตามเนื่องจากดอกคาโมไมล์รวมกับสมุนไพรอื่น ๆ ในสูตรเหล่านี้จึงเป็นเรื่องยากที่จะทราบว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมาจากดอกคาโมไมล์หรือจากการผสมผสานของสมุนไพรอื่น ๆ แม้ว่าผลของดอกคาโมมายล์จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่การวิจัยยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามันช่วยบรรเทาอาการปวดท้องได้อย่างไร

3. มะละกอสามารถเสริมการย่อยอาหารและอาจมีผลกับแผล และปรสิต

มะละกอ เป็นผลไม้เมืองร้อนที่มีรสหวานอมส้มซึ่งบางครั้งก็ใช้เป็นยารักษาอาการอาหารไม่ย่อยตามธรรมชาติ มะละกอมีปาเปนซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทรงพลังที่จะย่อยโปรตีนในอาหารที่คุณกินทำให้ย่อยและดูดซึมได้ง่ายขึ้น บางคนผลิตเอนไซม์จากธรรมชาติไม่เพียงพอที่จะย่อยอาหารได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น การบริโภคเอนไซม์เพิ่มเติมเช่น ปาเปนอาจช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยได้ ยังไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของปาเปนมากนัก แต่มีงานวิจัยอย่างน้อยหนึ่งชิ้นพบว่าการรับประทานมะละกอเข้มข้นเป็นประจำช่วยลดอาการท้องผูกและท้องอืดในผู้ใหญ่ได้ มะละกอยังใช้ในบางประเทศในแอฟริกาตะวันตกเพื่อเป็นยารักษาแผลในกระเพาะอาหารแบบดั้งเดิม สุดท้าย เมล็ดมะละกอยังสามารถทานได้เพื่อกำจัดพยาธิในลำไส้ซึ่งสามารถอาศัยอยู่ในลำไส้และทำให้เกิดอาการไม่สบายท้องอย่างรุนแรงและภาวะทุพโภชนาการ การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าเมล็ดมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อราและสามารถเพิ่มจำนวนปรสิตที่ส่งผ่านมาในอุจจาระของเด็กได้

4.กล้วยเขียวช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง

อาการปวดท้องที่เกิดจากการติดเชื้อหรืออาหารเป็นพิษมักมาพร้อมกับอาการท้องร่วง ที่น่าสนใจคือการศึกษาหลายชิ้นพบว่าการให้กล้วยสุกและเขียวแก่ เด็กที่มีอาการท้องร่วงสามารถช่วยลดปริมาณความรุนแรง ในความเป็นจริงการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าการเพิ่มกล้วยสีเขียวที่ปรุงสุกแล้วมีประสิทธิภาพในการกำจัดอาการท้องร่วงได้ดีกว่าอาหารที่ทำจากข้าวเพียงอย่างเดียวเกือบสี่เท่า ผลต้านอาการท้องร่วงที่มีประสิทธิภาพของกล้วยสีเขียวเกิดจากเส้นใยชนิดพิเศษที่มีชื่อว่าแป้งต้านทานการย่อย แป้งที่ทนต่อไม่สามารถย่อยได้โดยมนุษย์ ดังนั้น มันจึงยังคงผ่านทางเดินอาหารไปจนถึงลำไส้ใหญ่ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ เมื่ออยู่ในลำไส้ใหญ่แบคทีเรียในลำไส้ของคุณจะถูกหมักอย่างช้าๆเพื่อผลิตกรดไขมันสายสั้นซึ่งกระตุ้นให้ลำไส้ดูดซับน้ำมากขึ้นและทำให้อุจจาระแข็งตัว แม้ว่าผลลัพธ์เหล่านี้จะน่าประทับใจ แต่ก็จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อดูว่ากล้วยสีเขียวมีฤทธิ์ต้านอาการท้องร่วงในผู้ใหญ่หรือไม่ นอกจากนี้เนื่องจากแป้งที่ต้านทานจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเป็นกล้วยสุกจึงไม่ทราบว่ากล้วยสุกมีแป้งที่ต้านทานได้เพียงพอที่จะให้ผลเช่นเดียวกัน

5.อาหารที่อุดมด้วยโปรไบโอติกสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ได้

บางครั้งอาการปวดท้องอาจเกิดจาก dysbiosis ความไม่สมดุลของชนิดหรือจำนวนแบคทีเรียในลำไส้ของคุณ การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติกซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ดีต่อลำไส้ของคุณอาจช่วยแก้ไขความไม่สมดุลนี้และลดอาการของก๊าซท้องอืดหรือการเคลื่อนไหวของลำไส้ผิดปกติได้ อาหารที่มีโปรไบโอติกที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของลำไส้ ได้แก่ : โยเกิร์ต: การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการรับประทานโยเกิร์ตที่มีเชื้อแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตอยู่สามารถบรรเทาอาการท้องผูกและท้องร่วงได้ Buttermilk: Buttermilk สามารถช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงที่เกี่ยวข้องกับยาปฏิชีวนะและยังอาจช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้อีกด้วย Kefir: การดื่ม kefir 2 ถ้วย (500 มล.) ต่อวันเป็นเวลาหนึ่งเดือนสามารถช่วยให้ผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังมีการเคลื่อนไหวของลำไส้เป็นประจำมากขึ้น อาหารอื่น ๆ ที่มีโปรไบโอติก ได้แก่ มิโซะนัตโตะเทมเป้กะหล่ำปลีดองกิมจิและคอมบูชะ แต่จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบว่ามีผลต่อสุขภาพของลำไส้อย่างไร

แหล่งที่มา : healthline.com/nutrition/best-foods-for-upset-stomach#TOC_TITLE_HDR_11

Posted on

สูตรลับแพนเค้ก วิธีการทำแพนเค้กด้วยกล้วยดิบ!

กล้วยดิบ

ฉันชอบทำแพนเค้กมากจนตอนที่ฉันยังเล็ก ๆ ฉันเคยผสมสิ่งต่างๆทุกชนิดเพื่อดูว่าพวกเขามีรสชาติอย่างไร เมนูโปรดตลอดกาลของฉันน่าจะเป็นสูตร Banana Buttermilk Pancake ของฉัน ฉันชอบ กล้วยดิบ และบางอย่างเกี่ยวกับรสชาติที่ผสมกับบัตเตอร์มิลค์ครีมที่เข้มข้นทำให้ฉันอยากน้ำลายไหล

โชคดีสำหรับฉันพวกเขาทำไม่ยากดังนั้นฉันจึงสามารถพกพาไปได้เกือบทุกเวลาที่ต้องการบางครั้งฉันก็ทานเป็นอาหารเช้า บางครั้งฉันก็กินเป็นของหวาน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอารมณ์ของฉันและตอนนี้ฉันจะแบ่งปันกับคุณเพื่อให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับแพนเค้กกล้วยดิบฟรีได้ทุกเมื่อที่คุณต้องการเช่นกัน

ในการทำสูตรแพนเค้กกล้วยดิบ สิ่งที่คุณต้องเตรียม มีดังนี้:

รายการอุปกรณ์

  • ชามผสมขนาดใหญ่
  • แพน
  • บางสิ่งบางอย่างเพื่อให้กระทะร้อน
  • ปัด
  • ส้อม
  • ทัพพีหรือช้อน
  • ส่วนผสม

วัตถุดิบ

  • แป้งธรรมดา 4 ออนซ์
  • แป้งสาลี 3 ออนซ์
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผงฟู 2.5 ช้อนชา
  • เกลือหนึ่งหยิบมือ
  • บัตเตอร์มิลค์ของเหลว 12 ออนซ์
  • กล้วยดิบ 2 ลูก
  • น้ำมัน 1-2 ช้อนโต๊ะ


ขั้นตอนแรกคือการผสมแป้งทั้งสองชนิดลงในชามจากนั้นเมื่อเข้ากันดีแล้วให้ใส่ผงฟูตามด้วยเกลือและน้ำตาล ทั้งหมดนี้ควรผสมให้เข้ากันแม้ว่าคุณจะสามารถใช้ส้อมได้หากคุณไม่มีที่ปัด

สับกล้วยดิบเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนใส่ลงในชามเริ่มคนด้วยส้อมและค่อยๆใส่บัตเตอร์มิลค์ เป้าหมายคือเพื่อให้แน่ใจว่าแป้งชื้น แต่ยังคงแน่นสวย สูตรแพนเค้กกล้วยดิบ โดยเฉพาะนี้ไม่ต้องการให้แป้งมีน้ำมูกไหลเหมือนที่คุณคุ้นเคยในการทำแพนเค้กประเภทอื่น ๆ

เสร็จแล้วคุณก็พร้อมที่จะทำแพนเค้กของคุณ ตั้งกระทะให้ร้อนและใส่น้ำมันเล็กน้อยเพื่อให้แน่ใจว่าส่วนผสมของคุณไม่ติดกระทะ จากนั้นเริ่มใส่ส่วนผสมลงในกระทะและเริ่มทำเค้กแต่ละชิ้นควรใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อด้านและคุณควรใส่สองหรือสามชิ้นลงในกระทะได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามอย่าลืมเว้นที่ว่างมากพอที่จะพลิกครึ่งแพนเค้กโดยไม่ให้มันหล่นทับกัน

Posted on

6 วิธีง่ายๆในการบอกลาอาการท้องผูก

1.บอกลาอาการท้องผูกด้วยวิธีง่ายๆ เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อไปนี้ในชีวิตประจำวัน

ไฟเบอร์ฟู้ดส์การรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ในปริมาณที่เพียงพอ (20-35 กรัมต่อวัน) จะช่วยให้อุจจาระของคุณมีขนาดใหญ่และนุ่มขึ้น อย่างไรก็ตามการรับประทานไฟเบอร์ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือแก๊สได้ในบางคน ลองเพิ่มไฟเบอร์ที่ละลายน้ำง่าย (ไฟเบอร์จากผักผลไม้และข้าวโอ๊ต) ซึ่งดีกว่าชนิดไม่ละลายน้ำ (เส้นใยทั้งเมล็ด) โดยเริ่มจากปริมาณน้อย. ก่อนแล้วจึงค่อยๆเพิ่มขึ้นจนอุจจาระนิ่มลงและขับถ่ายบ่อยขึ้น

2.ผู้ที่มีอาการท้องผูกควรดื่มน้ำสะอาดพร้อมอาหาร

เพื่อช่วยให้ไฟเบอร์ดูดซึมน้ำได้ดีขึ้นทำให้อุจจาระบวมนิ่มง่ายรวมทั้งลดการอุดตันของลำไส้และป้องกันท้องอืดจากการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากเกินไป

ทุกวันควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 2 ลิตรหรือ 8-10 แก้วและหลีกเลี่ยงน้ำที่มาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วิธีนี้จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าเดิม นอกจากนี้การดื่มน้ำไม่เพียงพอในช่วงท้องผูกอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ เนื่องจากลำไส้จะดูดน้ำจากอุจจาระที่ตกค้างกลับเข้าสู่ร่างกาย ทำให้อุจจาระแข็งไหลออกมา

3.คุณต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที

ซึ่งอาจรวมถึงการเดินหรือวิ่งจ็อกกิ้งรวมทั้งพยายามเคลื่อนไหวร่างกายทุกวันเพื่อช่วยให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อและระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติมากขึ้นทำให้ไม่เกิดอาการท้องผูกขึ้นได้

4.เมื่อคุณรู้สึกอยากปัสสาวะให้เข้าห้องน้ำทันที

การละเลยหรือการยับยั้งการกระตุ้นให้ถ่ายอุจจาระเป็นประจำจะช่วยลดปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายอุจจาระทำให้เกิดอาการท้องผูก

5.เป็นสิ่งสำคัญมากในการฝึกนิสัยการขับถ่ายที่ดี

ไม่ควรละเลยหรือระงับบ่อยๆ ต้องได้รับการฝึกให้ถ่ายอุจจาระเป็นประจำ พบว่าเวลาที่เหมาะสมในการถ่ายอุจจาระควรเป็นหลังจากตื่นนอนตอนเช้าหรือหลังอาหาร ควรใช้ประโยชน์จาก gastrocolic reflex ที่เกิดขึ้น 5-30 นาทีหลังอาหาร นอกจากนี้คุณควรเผื่อเวลาในการถ่ายอุจจาระให้เพียงพอ คุณไม่ควรเร่งรีบเช่นถ้าตอนเช้าต้องออกจากบ้านให้เปลี่ยนเวลาตื่นให้เร็วขึ้น

6.ท่านั่งที่เหมาะสมในการถ่ายอุจจาระ

การนั่งและการปัสสาวะมีผลอย่างมากต่อการถ่ายอุจจาระ ท่าทางที่ถูกต้องจะช่วยให้ทวารหนักมีมุมที่ดีขึ้นในการถ่ายอุจจาระ ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เมื่อยล้า ท่าที่จะนั่งชักโครกคือท่านั่งพับเพียบหรืองอเข่า

ในการนั่งชักโครกต้องเอียงโถส้วมไปข้างหน้าเล็กน้อย อาจมีเก้าอี้เล็ก ๆ ใต้ขา ยกเข่าขึ้นเล็กน้อยให้เข่าสูงกว่าสะโพก ตำแหน่งที่อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนไหวของลำไส้คืออะไร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.pobpad.com และหน่วยคลังข้อมูลยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล

กราโนล่านมจืดดด

ทานง่ายๆแต่ได้ประโยชน์จัดเต็ม

ผสมกราโนล่ากล้วยHealthfruitsกับนมจืดง่ายๆ ก็อิ่มสบายท้องไปอีกมื้อได้แล้วว

ด้วยประโยชน์จากกล้วยดิบและธัญพืชอีกตั้ง 6 ชนิด บอกเลยยย คำว่าสุขภาพดีจะหนีไปไหนพ้น

ซองละ 165฿ (200 กรัม)ซื้อ 2 ซองขึ้นไปส่งฟรี

กราโนล่ากล้วยดิบอร่อยอิ่มท้องทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ

ประโยชน์จากกล้วยดิบและธัชพืช 6 ชนิด

  • ช่วยทำอิ่มท้องนานนนทางเลือกใหม่ของคนรักกราโนล่า
  • ทานแทนมื้อหลักได้ทานกับนม ทานโยเกิร์ต ทานเล่น ทานกับสลัดประโยชน์จากกล้วยดิบ
  • จับไขมันส่วนเกินในเลือด
  • ทำให้อิ่มท้อง
  • ทำให้กระเพาะแข็งแรงไม่เสี่ยงเป็นโรคกระเพาะ
  • เรื่องระบบขับถ่ายให้ง่ายขึ้น
  • บรรเทากรดไหลย้อน
  • บำรุงไต หัวใจ
Posted on

ทานกล้วยมีผลต่อครรภ์หรือไม่

ทานกล้วยมีผลต่อครรภ์หรือไม่? การทานกล้วยนั้นถือว่าปลอดภัยสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งประกอบไปด้วยโภชนาการที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่และเด็ก อย่างไรก็ตามการบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมก็ดีที่สุด เพราะกล้วยเมื่อสุกถือเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลหากไม่มีการดูแลที่ดีอาจทำให้ฟันผุได้

สำหรับคุณผู้แม่ที่มีอาการเบาหวานช่วงตั้งครรภ์ไม่ควรทานกล้วยสุกมากเกินไปเพราะจะทำให้ระดับของน้ำตาลขึ้นเร็ว หากคุณแม่มีอาการของเบาหวานและต้องการทานกล้วยควรปรึกษาคุณหมอก่อนเพื่อความปลอดภัย

สำหรับคุณแม่ที่แพ้กล้วยควรจะหลีกเลี่ยงการทานกล้วย เพราะกล้วยประกอบด้วยเอนไซม์ไคติเนส สิ่งที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพ้ผลไม้ ซึ่งยังมีผลไม้ตัวอื่นด้วย เช่น กีวี่ อโวคาโด หากต้องการบริโภคควรมีการตรวจสอบกับคุณหมอก่อน

Posted on

คุณแม่มีครรภ์ทานกล้วยดีอย่างไร?

มีครรภ์ทานกล้วยดีอย่างไร

ช่วงเวลาการตั้งครรภ์ของคุณแม่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุด ซึ่งคุณแม่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษทั้งทางด้านอาหารและอีกหลายๆอย่าง และต้องมั่นใจว่าอาหารที่ทานนั้นสารอาหารเพียงพอต่อทารกที่อยู่ในครรภ์และได้รับสารอาหารเพียงพอ ดังนั้นคุณแม่ควรต้องเพิ่มอาหารประเภทผลไม้สดและผักสดในมื้ออาหารด้วย การเติบโตของเด็กทารกในครรภ์นั้นต้องการสารอาหารพวกวิตามินและแร่ธาตุ ผลไม้อย่างหนึ่งที่มีรสชาติอร่อย มีสารอาหาร ที่คุณแม่ควรเติมเข้าไปในมื้ออาหารด้วยคือกล้วย กล้วยเป็นผลไม้ที่ประกอบด้วย วิตามิน คาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์

การทานกล้วยระหว่างตั้งครรภ์ดีหรือไหม

กล้วยนั้นเป็นแหล่งรวมคาร์โบไฮเดรต เส้นในอาหาร ไขมันที่จำเป็นเช่น โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 วิตามิน C วิตามิน B และแร่ธาตุ เช่น แมงกานีส แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม ทองแดง และซีลีเนียม สารอาหารเหล่านี้ช่วยให้ลูกในครรภ์ร่างกายเติบโต การทานกล้วยนั้นจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์และยังเป็นประโยชน์ต่อแม่และเด็กในครรภ์

1.ช่วยบรรเทาอาการอาเจียนและผะอืดผะอม

กล้วยเป็นแหล่งของวิตามินบี 6 ช่วยลดอาการผะอืดผะอมหรืออาการแพ้ท้อง ดังนั้น แนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ทานกล้วยในช่วง 14 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์

2.ช่วยลดความเสี่ยงของอาการบวม

คุณแม่หลายๆท่านคงเคยเจอปัญหาการบวมตามข้อเท้า หรือเท้า ของการตั้งครรภ์ช่วงที่ 2 หรือ 3 (15 สัปดาห์จนกระทั่งคลอด) Oedema ทำให้เกิดการบวมตามข้อเท้า เท้า และข้ออื่นๆ ถ้าหากสังเกตว่าร่างกายมีอาการบวมตามข้อเท้าหรือส่วนอื่นๆให้งดทานอาหารที่มีการปรุงเกลือ และให้เพิ่มกล้วยเข้าไปในมื้ออาหาร ซึ่งกล้วยจะช่วยลดอาการบวมได้

3.ช่วยให้พลังงานเร็ว

คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในกล้วยดิบนั้นประกอบไปด้วยน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เช่น กลูโคส ฟรักโทส และซูโคส สามารถเกิดกระบวนการเผาพลาญได้เร็วซึ่งร่างกายสามารถนำพลังงานไปใช้ได้เลยทันที ระหว่างช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์ควรแนะนำให้ทานกล้วยให้พลังงาน เพื่อให้ลดอาการเมื่อยล้าและยังเพิ่มพลังงานเราด้วย

4.ช่วยลดโอกาสที่จะเกิดความบกพร่องกับเด็ก

ในกล้วยดิบนั้นประกอบไปด้วยโฟเลตซึ่งจำเป็นต่อการเติบโตของสมองและกระดูกสันหลังของเด็กในครรภ์

การทานกล้วยระหว่างการตั้งครรภ์จึงเป็นการเพิ่มโฟเลตให้กับร่างกายช่วยลดความความบกพร่องของเด็กทารก

5.ช่วยพัฒนาระบบประสาทของทารก

กล้วยเป็นแหล่งของวิตามินบี 6 ซึ่งเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อการพัฒนาของศูนย์กลางของระบบประสาท ดังนั้นควรทานกล้วยตั้งแต่ช่วงแรกที่ตั้งครรภ์เพื่อให้สมองได้มีการพัฒนาด้วย

6.ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก

กล้วยประกอบไปด้วยเส้นใยอาหาร ที่ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้และลดอาการท้องอืดที่เป็นสาเหตุของแก๊ส กล้วยที่มีขนาดกลางจะมีไฟเบอร์ประมาณ 6 กรัม ซึ่งอาการท้องผูกจะเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ การทานกล้วยจะช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้นและลดปัญหาอาการท้องผูก

7.ช่วยรักษาระดับของความดันเลือด

กล้วยเป็นแหล่งของโพแทสเซียมที่ช่วยควบคุมระดับความดันเลือดให้อยู่ในระดับปกติ คุณแม่สามารถทานกล้วยในมื้ออาหารได้และยังป้องกันความผันผวนของความดันเลือดได้

8.ช่วยป้องกันการเป็นกรดและลดอาการเสียดสี

การทานกล้วยจะช่วยป้องกันกระเพาะอาหารและหลอดอาหารจากกรดในกระเพาะอาหาร ความเป็นกรดและการเสียดสีเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ การทานกล้วยระหว่างตั้งครรภ์จะช่วยรักษาความเป็นกรดที่เกิดขึ้นและอาการเสียดท้อง รวมถึงกรดย่อยอาหารด้วย

9.ช่วยพัฒนาระบบกระดูก

กล้วยเป็นแหล่งแคลเซียมที่ยอดเยี่ยมเลยก็ว่าได้ และยังจำเป็นต่อการพัฒนาระบบกระดูกของคุณแม่และเด็กในครรภ์ แคลเซียมยังสำคัญสำหรับการหดตัวของกล้ามเนื้อในร่างกาย ดังนั้น คุณแม่ควรจะทานกล้วยในมื้ออาหารด้วย

10.ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี

กล้วยเป็นแหล่งวิตามิน C ที่ดี ซึ่งมีส่วนสำคัญในการดูซึมเหล็กในร่างกาย ช่วยการเติบโตของกระดูก ช่วยซ่อมเนื้อเยื้อ ทำให้ผิวมีสุขภาพ วิตามิน C ยังเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ และยังช่วยต่อสู้การติดเชื้อในร่างกายอีกด้วย การทานวิตามิน C จึงช่วยให้คุณแม่และทารกในครรภ์ได้รับประโยชน์ทั้งหมดจากวิตามิน C

Posted on Leave a comment

แร่ธาตุและวิตามินในกล้วยดิบ

แร่ธาตุในกล้วยดิบ
แร่ธาตุในกล้วยดิบ

ในกล้วยดิบนั้นอุดมไปด้วยสารรอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินต่างๆมากมาย วันนี้เราจะพามาแนะนำประโยชน์สารอาหารในกล้วยดิบ หากคุณรับประทานแล้วจะมีสุขภาพที่ดีได้อย่างไร

1.โพแทสเซียม

การทานโพแทสเซียมนั้นจะช่วยให้การทำงานของหัวใจเต้นในจังหวะที่ปกติ และช่วยควบคุมความสมดุลของน้ำในร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ช่วยนำส่งออกซิเจนไปเลี้ยงที่สมอง และช่วยทำงานของระบบกล้ามเนื้อ

2.วิตามินซี

ในกล้วยจะมีวิตามินต่างๆ รวมถึงวิตามินซีด้วย ประโยชน์ของวิตามินซีนั้นก็มีมากมายเช่นกัน ช่วยชะลอวัยให้ผิวเนียนใสเป็นธรรมชาติ  ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง แถมยังช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด ป้องกันปัญหาเลือดออกตามไรฟัน  และช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดอีกด้วย

3.วิตามินบี 6

ประโยชน์ของวิตามินบี 6 นั้นจะช่วยให้เสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย สามารถชะลอวัยได้

ช่วยให้ร่างกายดูซึมโปรตีนและไขมันได้ดียิ่งขึ้น และยังลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อในเวลากลางคืน

และหากร่างกายขาดวิตามินบี 6 ทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้

4.คาร์โบไฮเดรต

เป็นสารอาหารที่จำเป็นต้องร่างกาย ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกายให้สามารถขยับเขยื้อนได้ หากเรามีอาการป่วยสารอาหารตัวนี้จะเป็นแหล่งให้พลังงานที่สำคัญที่ทำให้เรามีเรี่ยวแรง

5.แมงกานีส

แมงกานีสเป็นแร่ธาตุที่อยู่ในร่างกายของคนในวัยผู้ใหญ่ ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยในการนำวิตามินต่างๆมาใช้ประโยชน์ในร่างกาย และสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างของกระดูกและมีความสำคัญในการผลิตน้ำนมของหญิงที่ตั้งครรภ์ ช่วยผลิตฮอร์โมนเพศอีกด้วย

การรับประทานกล้วยดิบเป็นประจำท่านก็จะได้รับประโยชน์จากแร่ธาตุดังกล่าว การทานกล้วยดิบประจำทุกวันไม่มีผลเสียต่อร่างกายของเราแถมยังได้ประโยชน์อีกด้วย